“ข้ามีผักเขากวางสด ๆ เพิ่งเก็บมา ยังมีหยาดน้ำค้างเกาะอยู่ด้วย อย่างนี้ขายได้กิโลละ 80 หยวนเหมือนกันหรือไม่?” สวีตงเหลียนถาม
“ได้สิ ทำไมจะไม่ได้! ขอแค่มีของก็ขายได้ แถมยังมีคนแย่งกันซื้อด้วย” โจวผิงพูดจบ ดวงตาก็กลอกไปมา
“น้องตงเหลียน ถ้ามีผักเขากวางก็บอกพี่ก่อนนะ ลูก ๆ ที่บ้านฉันชอบกิน ให้ฉันซื้อก่อนเลย”
สวีตงเหลียนพยักหน้า ในใจเบิกบาน กิโลละ 80 หยวน หาเงินได้มากกว่าการเก็บกล่องกระดาษเสียอีก
“พี่โจว ลูก ๆ ที่บ้านข้าชอบขนมปังไส้ถั่วแดงที่ท่านเอามาให้เมื่อวาน ท่านซื้อจากที่ใด ข้าอยากไปซื้อกลับมาบ้าง” สวีตงเหลียนถาม
“ซื้อจากพินตัวตัวน่ะ”
“พินตัวตัวอยู่ที่ใดหรือ?”
“หยิบมือถือออกมาสิ เดี๋ยวฉันสอนให้” โจวผิงพูด
มือถือคือสิ่งใด นางไม่รู้จัก
สวีตงเหลียนส่ายหน้า “ข้าไม่มี”
“งั้นเอาอย่างนี้ไหม พรุ่งนี้บ่ายมาเจอกันที่สถานีรับพัสดุ เธอเอาผักป่ามา ส่วนฉันเอาขนมปังไส้ถั่วแดงมาให้ ผักเขากวางน่ะฉันซื้อแน่นอน!”
“ได้ ข้าจะมาแน่นอน”
“คุณย่า เสี่ยวหงมาชวนหนูไปเล่นแล้ว”
เด็ก ๆ ชอบเล่นเป็นธรรมดา ไม่ชอบฟังผู้ใหญ่คุยกันหรอก
โจวผิงจูงหลานชายเดินจากไป มือข้างหนึ่งลากตะกร้าใส่ของ อีกข้างจูงเด็กไว้
สวีตงเหลียนยังคงถามคนที่มารับพัสดุว่ามีกล่องกระดาษเหลือหรือไม่
ตอนแรกทุกอย่างราบรื่น แต่ต่อมาก็เกิดปัญหาขึ้นบ้าง
นางพบว่ากล่องกระดาษไม่ได้ไร้ประโยชน์สำหรับคนที่นี่เสียทีเดียว บางครั้งเมื่อได้รับของแล้วไม่พอใจ ก็ต้องนำกล่องกลับไปคืนที่สถานีรับพัสดุ
อย่างเมื่อครู่ มีหญิงสาวคนหนึ่งมาขอกล่องจากนาง โชคดีที่นางยังไม่ได้เอาไปขายที่ร้านรับซื้อของเก่า จึงยังหาให้ได้
สวีตงเหลียนคุยกับหญิงสาวอยู่ครู่หนึ่ง อีกฝ่ายบอกว่าของทั้งหมดในสถานีรับพัสดุล้วนสั่งซื้อทางอินเทอร์เน็ต
ซื้อของทางอินเทอร์เน็ตไม่เพียงซื้อได้เท่านั้น ยังขายของได้ด้วย
แต่ต้องมีมือถือเสียก่อน
สวีตงเหลียนสนใจมือถือมาก
นางคิดว่า ในเมื่อซื้อของทางอินเทอร์เน็ตแล้วส่งมาที่สถานีรับพัสดุได้
เช่นนั้นนางจะขายผักป่าแบบนี้ได้หรือไม่?
แน่นอนว่านี่เป็นเพียงความคิดของสวีตงเหลียนในยามนี้ หรือจะเรียกว่าเป็นจินตนาการก็ได้
นางไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามือถือคือสิ่งใด ยิ่งไม่เข้าใจว่าสถานีรับพัสดุส่งของและรับของกันอย่างไร
จากเช้าจรดบ่าย จากบ่ายจนฟ้ามืด
นอกจากนั่งยอง ๆ อยู่หน้าสถานีรับพัสดุแล้ว สวีตงเหลียนยังลองไปถามตามหน้าร้านอื่น ๆ ที่มีกล่องกระดาษกองอยู่ ว่ายังต้องการกล่องหรือไม่
ผู้คนที่นี่ล้วนใจดี พอเห็นนางก็พากันบอกว่าไม่เอาแล้ว
ฟ้าใกล้มืด สวีตงเหลียนลากถุงใหญ่ที่บรรจุกล่องกระดาษ พร้อมถุงสานใส่ขวดพลาสติกมาถึงร้านรับซื้อของเก่า
เจ้าของร้านชั่งของแล้วจ่ายธนบัตรใบละ 10 หยวนให้สวีตงเหลียน 3 ใบ
คราวนี้สวีตงเหลียนรู้แล้วว่านี่คือเงิน 30 หยวน
นางเก็บเงิน 30 หยวนไว้ในอก หัวใจพลันอบอุ่นขึ้นมา
เมื่อตอนเช้านางเก็บกล่องกระดาษ ได้เดินผ่านร้านขายเนื้อแห่งหนึ่ง ร้านตั้งอยู่ใต้ตึกสูงลิบ
ช่วงเช้ามีเนื้อให้เลือกมาก พอตกค่ำเหลือเพียงเนื้อขาหลังติดมันอยู่ไม่กี่ชิ้น
สวีตงเหลียนเลือกชิ้นหนึ่งแล้วถามว่า “เถ้าแก่ เนื้อชิ้นนี้ราคาเท่าไร?”
“เนื้อตอนเย็นลดราคาพิเศษ ถ้าจะซื้อ ฉันคิดให้ถูกหน่อย” เถ้าแก่ยกเนื้อขึ้นชั่ง
“หนักหนึ่งชั่งครึ่ง คิด 12 หยวน เอาไหม?”
“เอา เอา!”
สวีตงเหลียนพูดคำว่าเอาติดกันสองครั้ง
เด็ก ๆ ไม่ได้กินเนื้อสัตว์มานานแล้ว เนื้อชิ้นนี้หนักตั้งหนึ่งชั่งครึ่ง ราคาแค่ 12 หยวน ถือว่าถูกจริง ๆ
สวีตงเหลียนจ่ายเงิน หิ้วเนื้อเดินต่อไป
ตอนนี้นางยังเหลือเงินอีก 18 หยวน ไม่รู้ว่าแป้งลดราคาพวกนั้นยังมีอยู่หรือไม่
นางหาร้านขายของชำที่ซื้อของเมื่อวานเจอ
ไข่กับแป้งลดราคาที่วางอยู่นอกร้านหมดแล้ว
ดูท่านางจะมาช้าไป
“คุณน้า” เจ้าของร้านเรียกนางไว้
สวีตงเหลียนหันกลับไป ก็เห็นเจ้าของร้านถือถุงพลาสติกสีแดง ในนั้นมีของอยู่ถุงหนึ่ง
“นี่แป้งใกล้หมดอายุ 3 ถุง เมื่อวานฉันเห็นคุณน้าจ่ายเงินซื้อ เลยคิดว่าวันนี้อาจจะแวะมาอีก”
“เอาไปทั้งหมดเลยนะ”
สวีตงเหลียนชะงักไป “ให้...ให้ข้าหรือ?”
“อีกสองวันก็หมดอายุแล้ว เอาไปเถอะ ไม่อย่างนั้นฉันก็ต้องทิ้งอยู่ดี”
“ทิ้งไม่ได้หรอก” สวีตงเหลียนรีบรับมากอดไว้
“แป้งในหมู่บ้านเก็บไว้ในไหข้าวเป็นปีสองปีก็ยังไม่เสีย ทำไมแป้งดี ๆ ถึงต้องเอาไปทิ้งด้วย”
“งั้นก็เอาไปเถอะ อย่าลืมกินให้หมดโดยเร็วนะ” เจ้าของร้านพูดพลางยิ้ม
“ได้ ข้าจะกินให้หมดโดยเร็ว”
สวีตงเหลียนรับถุงมา เห็นน้ำตาลทรายในร้านจึงซื้อไปส่วนหนึ่ง แป้งผสมกับน้ำตาลทำเป็นแป้งทอดหวาน แล้วทอดด้วยน้ำมันหมู หอมอร่อยยิ่งนัก
พอนึกถึงรสชาตินั้น สวีตงเหลียนก็กลืนน้ำลายโดยไม่รู้ตัว
น้ำตาลทรายหนึ่งชั่งราคา 8 หยวน เหลือเงินอีก 10 หยวน สวีตงเหลียนเดินดูร้านต่อไป ก็ได้ยินเสียงประกาศจากลำโพงว่า “หลังสามทุ่ม ไก่อบลดราคา ตัวละ 10 หยวน”
สวีตงเหลียนเดินไปตามทิศทางของเสียง พอถึงหัวมุมก็เห็นร้านขายอาหารปรุงสำเร็จร้านหนึ่ง
“แม่หนู ไก่อบตัวละ 10 หยวนจริงหรือ?”
“คุณน้า ก่อนร้านปิดหนึ่งชั่วโมงเราขายลดราคาค่ะ ทำสดใหม่วันนี้เลย รับรองว่าสดมาก ซื้อสักตัวไหมคะ?”
สวีตงเหลียนหยิบเงิน 10 หยวนออกมา
“ห่อให้ข้าตัวหนึ่ง”
พนักงานห่อไก่อบให้สวีตงเหลียนอย่างประณีต
เริ่มจากใส่กล่องใส ปิดทับด้วยกระดาษฟอยล์สีเงิน แล้ววางลงในถุงกระดาษ มัดปากถุงให้แน่นก่อนยื่นให้สวีตงเหลียน
สวีตงเหลียนหิ้วถุงไว้ รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้าโดยไม่รู้ตัว
วันนี้ขายกล่องกระดาษได้เงิน 30 หยวน ได้ซื้อไก่อบกับเนื้อหมูหนึ่งชั่งครึ่ง แถมยังได้แป้งมาอีก 3 ถุงโดยไม่ต้องเสียเงิน
ที่นี่ช่างเป็นดินแดนแห่งโชคลาภจริง ๆ!
ฟ้าไม่เช้าแล้ว ต้องกลับไปเสียที
สวีตงเหลียนหลับตาลง นึกถึงหมู่บ้านเถาฮวา นึกถึงลานหน้ากระท่อม พอลืมตาขึ้นก็มาอยู่ในลานบ้านแล้ว
นึกว่าดึกป่านนี้เด็ก ๆ คงหลับกันหมดแล้ว
แต่พอเปิดประตูก็เห็นผิงผิงกับจู้จื่อนั่งรอนางอยู่บนม้านั่ง
เมื่อเห็นร่างผอมเล็กสองร่างนั่งเบียดกันอยู่ ในใจสวีตงเหลียนพลันอบอุ่น ทว่าก็มีความขมขื่นจาง ๆ ผุดขึ้นมาด้วย
ตอนที่ผิงชุ่ย ลูกสะใภ้ของนางจากไป ผิงผิงร้องไห้ทุกวัน ส่วนจู้จื่อยังเด็กเกินกว่าจะเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ผิงผิงรู้แล้วว่ามารดาของตนจากไปแล้ว
หลังมารดาของผิงผิงตาย โจวกุ้ยฮวาก็ปฏิบัติต่อนางอย่างใจร้าย งานในบ้านทั้งหมดโยนให้นางทำ ยามสวีตงเหลียนไม่อยู่ ก็หาเรื่องกลั่นแกล้งผิงผิงอยู่บ่อยครั้ง
เด็กคนนี้ถูกตีถูกด่าก็ไม่ปริปาก ไม่เคยฟ้องใคร
ครั้งหนึ่งสวีตงเหลียนถามผิงผิงว่าเหตุใดจึงแย่งทำงานบ้าน ทั้งยังไม่ยอมกินข้าว
นางตอบว่า “ผิงผิงต้องช่วยทำงานในบ้าน น้องชายจะได้ไม่ถูกไล่ออกไป”
หัวใจสวีตงเหลียนบีบรัดขึ้นมาทันที นางถลกแขนเสื้อของเด็กน้อยขึ้น ก็เห็นรอยฟกช้ำเป็นปื้นใหญ่ บนแผ่นหลังยังเขียวช้ำเป็นจ้ำ ๆ
หลังจากนั้นสวีตงเหลียนก็คอยปกป้องผิงผิงกับจู้จื่อ เด็กที่ไม่มีแม่ หากผู้เป็นย่าอย่างนางไม่รัก แล้วใครจะรักเล่า
แต่กลับทำให้โจวกุ้ยฮวาไม่พอใจ นางพูดว่าหากเลี้ยงปากเพิ่มอีกสองปาก ทั้งครอบครัวคงอดตาย จากนั้นก็เอาเสบียงที่เหลือในบ้านกับตุ้นจื่อไปด้วย ก่อนแต่งงานใหม่ไปอยู่หมู่บ้านอื่น แล้วไม่กลับมาอีกเลย
สวีตงเหลียนไม่คิดถึงเรื่องนั้นต่อ นางจากไปก็ดีแล้ว
เมื่อเห็นสวีตงเหลียนกลับมา ผิงผิงก็ลุกจากม้านั่งเป็นคนแรก จู้จื่อรีบตามมาติด ๆ
“คุณย่า”
เด็กน้อยทั้งสองคนเข้ามากอดขานางคนละข้าง แล้วช่วยสวีตงเหลียนถือของ
สวีตงเหลียนลูบศีรษะเด็กทั้งสอง
“เข้าไปในห้องกันเถิด วันนี้คุณย่ามีของดี ๆ กลับมาด้วย”
