สวีตงเหลียนทำตามคำแนะนำของเถ้าแก่ เดินมาถึงหน้าสถานีรับส่งพัสดุ
สถานีรับส่งพัสดุที่นี่ไม่เหมือนกับสถานีรับส่งของพวกนางเลย ไม่มีม้าส่งสารหรือเพิงหญ้า มีเพียงสิ่งของที่ส่งเสียงดังติ๊ด ๆ กับกล่องกองโต
อ้าว นี่มิใช่กล่องที่ข้าต้องการหรอกหรือ?
นางเฝ้าอยู่ไม่ไกล ไม่นานก็มีคนมารับของ พอหยิบของออกจากกล่องแล้วก็แกะกล่องทิ้งลงในถังใบใหญ่สีเขียว
เก็บกลับไปได้หรือไม่?
คงต้องถามดูก่อน
สวีตงเหลียนเดินไปยังถังสีเขียวใบใหญ่ ชี้ไปที่กล่องกระดาษในนั้นแล้วถามว่า “พ่อหนุ่ม กล่องกระดาษพวกนี้ยังเอาอยู่หรือไม่?”
“ไม่เอาแล้วครับคุณป้า ถ้าคุณป้าอยากได้ก็เอาไปเลย รอก่อนนะครับ ยังมีอีกกล่อง เดี๋ยวผมแกะให้”
“ได้ ขอบใจเจ้ามาก”
“คุณป้าไม่ต้องเกรงใจหรอกครับ ผมเอากล่องกระดาษพวกนี้กลับไปก็เกะกะอยู่ดี ไว้สุดท้ายก็ต้องทิ้ง”
สวีตงเหลียนมองพ่อหนุ่มหยิบมีดเล่มเล็กออกมา แกะกล่องแล้วนำแต่ของข้างในใส่ถุง จากนั้นก็ยื่นกล่องกระดาษที่ไม่ต้องการให้นาง
ตอนอยู่ที่ร้านรับซื้อของเก่า สวีตงเหลียนเคยเห็นคนอื่นแกะกล่อง เพียงกรีดฟิล์มใสบาง ๆ ที่ก้นกล่องออก แล้วพับกล่องเก็บไว้ก็พอ
นางลองทำดู ฟิล์มนี้ฉีกยากอยู่เหมือนกัน นางจึงหาเศษเหล็กปลายแหลมแถว ๆ นั้นมา กรีดเบา ๆ ก็ขาดออก
เพิ่งพับกล่องเสร็จ ก็มีคนมาอีก
คราวนี้เป็นพี่สาวคนหนึ่ง นางลากรถเข็นมีล้อมา ข้างกายยังมีเด็กอ้วนจ้ำม่ำตามมาด้วย
เลี้ยงดูได้ดีจริง ๆ ขาวอวบ น่ารักน่าเอ็นดูยิ่งนัก
สวีตงเหลียนนึกถึงหลาน ๆ ของตนที่หิวจนซูบเหลือง มีเพียงท้องที่ป่องกลม นั่นเป็นเพราะมีพยาธิอยู่ในท้อง ดูดเอาสารอาหารไปทั้งยังเบียดกินพื้นที่ท้อง ยามเกิดทุพภิกขภัย อาหารมีไม่พอ พยาธิในท้องก็พากันดิ้นป่วนจนปวดท้องบิด ทว่าไม่มีหนทางรักษา
สามปีก่อน มีเจ้าหน้าที่จากทางการมาที่หมู่บ้านและพาลูกชายทั้งสามของนางไป หลังพวกเขาจากไปได้ไม่นาน หมู่บ้านก็เกิดทุพภิกขภัย ลูกสะใภ้คนโตหลินเจวียนหงออกไปตามหาพวกเขา ตั้งแต่นั้นจนบัดนี้ก็ยังไม่มีข่าวคราว
ลูกสะใภ้คนรองผิงชุ่ยร่างกายอ่อนแอหลังคลอดลูก ทั้งขาดอาหารมาเป็นเวลานานและยังเจ็บป่วย ปีที่แล้วนางก็จากไป เหลือเพียงผิงผิงกับโต้วโต้ว เด็กน้อยน่าสงสารสองคน
ส่วนลูกสะใภ้คนเล็กโจวกุ้ยฮวา... ตั้งแต่ปีก่อนก็พาลูกไปแต่งงานใหม่ที่หมู่บ้านอื่นแล้ว
ยามนี้ในบ้านเหลือเพียงนางกับหลานสองคนที่พึ่งพาอาศัยกัน
ผิงผิงกับจู้จื่อรู้ความมาก ปกติช่วยทำงานบ้านและงานไร่ ไม่ทำให้สวีตงเหลียนต้องกังวลแม้แต่น้อย เมื่อมีเด็กน้อยสองคนอยู่ในบ้าน ก็ทำให้บ้านดูมีชีวิตชีวาขึ้น
แม้ชีวิตจะยากลำบาก แต่สวีตงเหลียนไม่รู้สึกขมขื่นเลยแม้แต่น้อย
สวีตงเหลียนคิดว่า ในโลกใบนี้หาเงินได้ ต่อไปต้องเลี้ยงผิงผิงกับจู้จื่อให้ขาวอวบเหมือนเด็กคนนี้ให้จงได้
นางมีเป้าหมายชัดเจนแล้ว นั่นคือหาเงิน!
สวีตงเหลียนไม่ประหม่าแล้ว นางเดินเข้าไปถามว่า “พี่สาว กล่องกระดาษพวกนี้ยังเอาอยู่หรือไม่?”
“ไม่เอาแล้ว รอเดี๋ยวนะ”
พี่สาวคนนั้นใช้มีดกรีดแกะกล่องเหมือนชายหนุ่มเมื่อครู่ ไม่นานก็แยกกล่องออกมาได้ใบหนึ่ง ในนั้นบรรจุขนมปังไส้ถั่วแดงเต็มกล่อง
เด็กอ้วนอยากกิน จึงแกะออกมาชิ้นหนึ่ง
สวีตงเหลียนเห็นเขากัดกินทีละคำ
ท้องของนางร้องจ๊อก ๆ พี่สาวคนนั้นจึงยื่นขนมปังให้นางสองชิ้นอย่างมีน้ำใจ
“น้องสาว เอานี่ไปสิ เป็นขนมปังไส้ถั่วแดง อร่อยมากเลย”
สวีตงเหลียนโบกมือ “ข้ารับกล่องกระดาษที่ท่านให้มาก็มากพอแล้ว จะรับของพวกนี้อีกไม่ได้”
พี่สาวคนนั้นยืนกรานยัดขนมปังให้สวีตงเหลียน ก่อนจะพาหลานชายจากไป
สวีตงเหลียนมองขนมปังนุ่มนิ่มสองชิ้นในมือ นางตัดใจหักกินสักคำไม่ลง
กลืนน้ำลายลงคอแล้วก็ยัดขนมปังใส่ห่อผ้าเก่า ๆ
เอากลับไปให้ผิงผิงกับจู้จื่อกิน
ไม่นานก็มีคนมารับพัสดุอีก สวีตงเหลียนจึงเข้าไปถามต่อ
จากตอนแรกที่ไม่กล้าเอ่ยปาก จนถึงตอนนี้ที่ถามได้คล่องปรื๋อ สวีตงเหลียนใช้เวลาไม่ถึงสิบนาที
นางพอจะมองออกแล้วว่าโลกใบนี้ไม่ธรรมดา พวกเขาซื้อของสารพัดอย่าง แล้วบรรจุใส่กล่องมารับกันที่สถานี
เมื่อเปิดกล่องกระดาษออก ข้างในมีของสารพัด ทั้งของกิน ของใช้ และสิ่งของหน้าตาประหลาดอีกมากมาย
สวีตงเหลียนดูไม่ออกว่ามันคืออะไร
แต่นางคิดว่าที่นี่อาจเป็นแดนเซียน ส่วนกล่องกระดาษเหล่านี้คงตกลงมาจากสวรรค์ชั้นที่สูงยิ่งกว่า
เซียนเหล่านั้นมารับของที่สถานี
เซียนไม่เห็นแก่เงินเล็กน้อยที่ขายกล่องกระดาษจะได้มา ส่วนใหญ่จึงไม่เอากล่องไป
สวีตงเหลียนเข้าไปถาม แทบทุกคนก็ยกกล่องให้นาง
ไม่นานนางก็เก็บกล่องกระดาษได้กองใหญ่
พูดตามตรง การเก็บกล่องกระดาษช่างชวนให้ติดใจยิ่งนัก
ก็เหมือนหลังฝนตกแล้วเข้าป่าไปเก็บเห็ด เก็บทีละดอก ต่อให้ตะกร้าไม้ไผ่เต็มแล้วก็ยังไม่อยากกลับ
โดยเฉพาะเมื่อคิดว่ากล่องกระดาษแต่ละใบล้วนแลกเป็นเงินได้ สวีตงเหลียนก็รู้สึกมีเรี่ยวแรงขึ้นมาทั้งตัว
เมื่อเก็บได้มากพอแล้ว สวีตงเหลียนจึงเลิกเฝ้าอยู่ต่อ
นางถือห่อกล่องกระดาษไว้ข้างละสองมัด เดินทางไปถึงร้านรับซื้อของเก่าก่อนฟ้ามืด
ระหว่างทาง นางมองจนตาลาย ร้านค้าสองข้างทางส่องแสงสว่างทั้งด้านในและด้านนอก มีทั้งแสงสีแดง น้ำเงิน ม่วง ระยิบระยับสารพัดแบบ มองอย่างไรก็ไม่รู้เบื่อ
ยังดีที่สวีตงเหลียนมีความจำเส้นทางดีและคุ้นเคยกับการหาทาง ไม่เช่นนั้นมองปราดเดียวคงจำทางไม่ได้จริง ๆ
ร้านรับซื้อของเก่ายังไม่ปิด แต่ไม่ต้องต่อแถวแล้ว
สวีตงเหลียนวางกล่องกระดาษที่ขนมาทั้งหมดลงบนตาชั่งอิเล็กทรอนิกส์ เถ้าแก่มองแวบหนึ่งแล้วหยิบธนบัตรออกมาสองใบ
ใบหนึ่งเป็นธนบัตรสิบหยวน อีกใบเป็นธนบัตรห้าหยวน
สวีตงเหลียนไม่รู้จักเงินของที่นี่ จึงไม่แน่ใจว่าจะซื้ออะไรได้บ้าง แต่จำธนบัตรห้าหยวนในมือได้
ก่อนหน้านี้นางซื้อเกลือสองชั่งที่ร้าน แล้วยังได้เงินทอนมาหนึ่งหยวน
เงินในมือคราวนี้มีมากกว่าครั้งก่อนอยู่ไม่น้อย
สวีตงเหลียนเดินกลับไปยังหน้าร้านเดิม
ไม่เหมือนตอนกลางวัน ป้ายหน้าร้านส่องแสงสว่าง ภายในร้านก็สว่างไสวเช่นกัน
แสงไฟสีขาวส่องให้เห็นชัดเจน สว่างกว่าคบเพลิงกับโคมไฟในหมู่บ้านมากนัก
สวีตงเหลียนยิ่งมั่นใจว่าที่นี่ต้องเป็นที่พำนักของเซียน มิฉะนั้นจะมีของวิเศษเช่นนี้ได้อย่างไร
เถ้าแก่ร้านขายของชำกำลังถือสิ่งของทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่เปล่งแสงได้อยู่ สวีตงเหลียนยืนตรงหน้าร้านแล้วเอ่ยเรียก “เถ้าแก่”
เถ้าแก่ร้านวางโทรศัพท์ลงแล้วหันมามองนาง
“คุณป้า คราวนี้จะเอาอะไรครับ?”
สวีตงเหลียนชี้ไปยังแผงวางสินค้าหน้าร้านที่มีไข่ไก่วางอยู่ นางเห็นป้ายข้างไข่เขียนเลขสิบ ซึ่งตรงกับราคาที่ปรากฏบนธนบัตรในมือ
“เงินพวกนี้ซื้อได้หรือไม่?”
สวีตงเหลียนถือเงินสิบห้าหยวนถามเถ้าแก่
“ไข่ไก่แผงละสิบหยวนครับ ตอนนี้กำลังจัดโปรโมชันอยู่ คุณป้าอยากได้ไหมครับ ผมแถมให้อีกสองฟอง”
“ข้าเอา!”
เถ้าแก่แกะถุงพลาสติกสีแดงใบใหญ่ออกอย่างรวดเร็ว ใส่ไข่ไก่ทั้งแผงลงในถุง แล้วยังแถมให้สวีตงเหลียนอีกสองฟอง
สวีตงเหลียนเข้าใจแล้ว ตัวเลขเหล่านี้คือราคาสินค้านั่นเอง!
นางมองไปยังแผงขายของ เห็นแป้งสาลีสีขาวถุงหนึ่งราคา 6 หยวน
เงินในมือของสวีตงเหลียนเหลืออยู่ 6 หยวนพอดี
“เถ้าแก่ แป้งสาลีถุงนี้ข้าก็เอาด้วย”
“แป้งถุงนี้ใกล้หมดอายุแล้วครับ ถ้าคุณป้าจะเอา ผมแถมให้อีกถุง หมดอายุในอีกไม่ถึงสามวัน ต้องกินให้หมดเร็ว ๆ นะครับ”
เถ้าแก่หยิบแป้งสาลีอีกถุงที่เหมือนกันทุกประการออกมาจากตู้ บรรจุใส่ถุงพลาสติกสีแดงใบใหญ่ แล้วยื่นให้สวีตงเหลียน
สวีตงเหลียนมองแป้งกับไข่ในถุง ขอบตาค่อย ๆ แดงขึ้น
“เด็ก ๆ มีทางรอดแล้ว”
