สวีตงเหลียนเดินตามชายหนุ่มเข้าไปในร้านอาหารแห่งหนึ่งที่ตกแต่งหรูหรา ความโอ่อ่าของที่นี่เหนือกว่าร้านอาหารในเมืองเล็กมากนัก
โคมแก้วแขวนเรียงรายอยู่บนผนัง เหนือศีรษะยังมีโคมอัญมณีขนาดมหึมาอีกดวง
สวีตงเหลียนถามดูจึงรู้ว่าสิ่งนั้นเรียกว่าโคมไฟคริสตัล
นางก็ไม่รู้จักหรอก สรุปแล้วก็คืองดงามดี
ใกล้ถึงเวลาอาหารแล้ว โต๊ะในร้านเต็มไปด้วยผู้คน ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาเป็นผู้นำนางไปยังห้องทำงานด้านหลัง
ต้องยอมรับว่าที่นี่เย็นสบายจริง ๆ อุณหภูมิแทบไม่ต่างจากหมู่บ้านเถาฮวา
ชายหนุ่มยื่นนามบัตรให้สวีตงเหลียนใบหนึ่ง
“ผมเป็นเจ้าของร้านอาหารฝูไหล ชื่อเฉินฮ่าว คุณป้าจะเรียกผมว่าเสี่ยวเฉินก็ได้ครับ”
สวีตงเหลียนรับนามบัตรมา นางอ่านหนังสือไม่ออก แต่กระดาษแข็งใบนี้ดูมีเนื้อสัมผัสดี ทั้งใบเป็นสีขาว ตัวอักษรด้านบนพิมพ์ด้วยสีทอง
“ร้านอาหารฝูไหล ชื่อนี้สินะ”
เหมือนที่พี่โจวบอกไว้
มาถูกที่แล้ว!
“คุณป้าสวีครับ คนนี้เป็นเพื่อนร่วมงานของเรา คุณป้ายังจำได้ไหมครับ” ชายหนุ่มสวมแว่นคนหนึ่งเดินเข้ามา
สวีตงเหลียนจำได้ตั้งแต่แรกเห็น
“เป็นเจ้านี่เอง เมื่อเช้าไปที่ตลาดผัก ซื้อผักกูดหนึ่งกำ ผักเขากวางหนึ่งกำ แล้วก็ผักชุนหนึ่งมัด!”
ชายหนุ่มสวมแว่นยิ้ม “สวัสดีครับคุณป้าสวี”
“ตั้งแต่พี่โจวแนะนำคุณป้าในกลุ่มครั้งแรก พวกเราก็สังเกตเห็นคุณป้า แล้วไปซื้อมา 2 ครั้ง แยกกันทำเป็นอาหารหลายอย่างให้ลูกค้าประจำลองชิม ผลตอบรับดีมากครับ”
“พวกเขาอยากกินผักป่าบ่อย ๆ ผมถึงขอเบอร์โทรศัพท์คุณป้าจากพี่โจว ส่วนที่อ้อมไปอ้อมมา ก็เพราะกลัวจะรบกวนคุณป้าครับ” เฉินฮ่าวพูดจาสุภาพเรียบร้อย วางตัวมีมารยาทยิ่ง
ต้องบอกว่าเขาคิดรอบคอบจริง ๆ
หากไม่ใช่โจวผิงเป็นฝ่ายติดต่อสวีตงเหลียน จู่ ๆ คนอื่นมาหานางเพื่อขอร่วมมือ สวีตงเหลียนคงไม่เชื่อใจง่าย ๆ แน่
อย่างไรเสียนางก็เพิ่งมาถึงที่นี่ ความระแวดระวังย่อมเป็นสิ่งจำเป็น
