รุ่งเช้าวันถัดมา ฟ้ายังไม่ทันสาง สวีตงเหลียนก็ลุกขึ้นแล้ว บังเอิญพบป้าจ่าวที่ตื่นมาทำอาหารเช้าแต่เช้าตรู่
“ตงเหลียน ทำไมไม่หลับต่ออีกหน่อยล่ะ” ป้าจ่าวถามพลางก่อไฟ
สวีตงเหลียนยกกาน้ำบนเตาขึ้นมา เทน้ำร้อนที่ต้มเดือดแล้วลงในอ่าง เติมน้ำเย็นให้พอเหมาะ จากนั้นชุบผ้าขนหนูแล้วเช็ดหน้า
“ขึ้นเขาไปขุดหนูหิน”
“ทำไมไม่บอกตู้เจวียนกับคนอื่นไว้ล่ะ ตอนเก็บผักป่าจะได้เก็บกลับมาด้วย” ป้าจ่าวถาม
“เมื่อวานข้าเจอสาวน้อยคนหนึ่ง นางอยากได้หนูหินสดที่ยังมีชีวิตอยู่ ข้าคิดว่าถ้าขุดตอนกลางคืนแล้วทิ้งไว้หนึ่งคืน มันอาจจะไม่รอด ก็เลยตั้งใจไปแต่เช้า” ระหว่างพูด สวีตงเหลียนก็บิดผ้าจนหมาดแล้วนำไปตากเรียบร้อย
นางบอกลาป้าจ่าวแล้วออกเดินทางขึ้นเขา
ป้าจ่าวยืนอยู่ตรงประตูครัว ตะโกนตามหลังไปว่า “ระวังตัวด้วย อย่าหกล้มล่ะ”
เสียงสวีตงเหลียนดังมาแต่ไกล “รู้แล้ว”
ป้าจ่าวมองส่งสวีตงเหลียนจนลับตา
นางรู้สึกว่าช่วงนี้ตงเหลียนเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน ไม่สิ ไม่ใช่ ตงเหลียนยังเป็นตงเหลียนคนเดิม เพียงแต่มีเรี่ยวแรงขึ้นกว่าแต่ก่อน!
ใช่แล้ว มีเรี่ยวแรงขึ้น!
ทุกคนในหมู่บ้านเถาฮวาก็มีเรี่ยวแรงขึ้น!
แต่มีแรงก็อย่าใช้จนเกินกำลัง อย่างเช่นหัวหน้าหมู่บ้านหูเมื่อวานนี้
พอนึกถึงเรื่องที่หัวหน้าหมู่บ้านหูเหน็ดเหนื่อยจนล้มป่วย ป้าจ่าวก็ถอนหายใจ หมู่บ้านเถาฮวาในอดีตแม้จะยากจน แต่ยังพอปลูกพืชผลเลี้ยงปากท้องผู้คนได้ ใครจะคาดคิดว่าภัยพิบัติจะมาเยือน สัตว์เลี้ยงถูกน้ำพัดหายไป วัวเหลืองตัวเดียวที่มีก็ไม่เหลือแล้ว
หลังน้ำท่วมไร่นาเชิงเขา พอน้ำลดก็เหลือแต่โคลนเลน ต้องไถพรวนดินใหม่จึงจะหว่านเมล็ดได้
สถานการณ์เช่นนี้ทำให้หัวหน้าหมู่บ้านหูกับคนอื่น ๆ ลำบากไม่น้อย
ในเวลาเดียวกัน สวีตงเหลียนจุดคบเพลิงแล้วเดินเข้าไปในเขา นางมองหาตามซอกหินอยู่พักหนึ่งก็พบหนูหินต้นหนึ่ง
สวีตงเหลียนกำลังจะใช้จอบขุด แต่พอคิดว่าหากทำให้รากเสียหายคงไม่ดี จึงค่อย ๆ ใช้มือแซะดินรอบ ๆ ออกทีละน้อย ขุดขึ้นมาพร้อมดินที่หุ้มรากและหัวใต้ดิน จากนั้นห่อด้วยถุงพลาสติก แล้วใช้เชือกป่านมัดถุงพลาสติกกับก้อนดินให้แน่น
นางค่อย ๆ ดึงเถาวัลย์ออกจากซอกหินและกิ่งไม้ แล้วพันไว้กับไม้ไผ่ลำตรง
