สวีตงเหลียนนั่งรออยู่บนม้านั่งยาวหน้าร้านหนังสือ ผู้คนเดินเข้าออกกันขวักไขว่ ส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มสาว บางคนก็พาเด็กมาด้วย
เด็ก ๆ เหล่านั้นดูอายุไล่เลี่ยกับผิงผิง สวมกระโปรงสวยงาม บนศีรษะผูกโบประดับผมสีแดงบ้างสีชมพูบ้าง มองแล้วชวนเอ็นดู
หากผิงผิงได้ติดกิ๊บแบบนั้นบ้างคงสวยไม่น้อย สวีตงเหลียนคิดว่าอีกสักครู่จะลองเดินดูแถวนี้ว่ามีขายหรือไม่ ซื้อให้ผิงผิงกับเสี่ยวฮวาคนละอันก็แล้วกัน
ขณะกำลังคิดอยู่ แม่ลูกคู่หนึ่งก็เดินเข้ามา สวีตงเหลียนขยับไปด้านข้างเล็กน้อย
ผู้หญิงคนนั้นยังสาวและหน้าตาสะสวย ริมฝีปากแดง คิ้วเรียวยาว ดวงตาก็งดงาม หากอยู่ในยุคโบราณย่อมเป็นคุณหนูตระกูลใหญ่แน่นอน
“คุณป้าคะ หลานชายของคุณป้าก็เรียนชั้นเตรียมอนุบาลเหรอคะ” ผู้หญิงคนนั้นชวนคุย
เธอสังเกตเห็นว่าในถุงพลาสติกใสที่สวีตงเหลียนถืออยู่ มีแบบฝึกหัดกับสมุดและดินสอสำหรับเด็กชั้นเตรียมอนุบาลอยู่สองเล่ม
สวีตงเหลียนตอบอย่างเปิดเผยว่า “ข้าเรียนเอง”
“คุณป้า ทำไมไม่ไปเรียนที่ชั้นเรียนสำหรับคนอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ล่ะคะ” ผู้หญิงคนนั้นถาม
“ชั้นเรียนสำหรับคนอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้คือที่ใดหรือ” นี่เป็นครั้งแรกที่สวีตงเหลียนได้ยินเรื่องนี้
“เป็นสถานที่เรียนฟรีที่ชุมชนในท้องถิ่นจัดขึ้นเพื่อสอนให้คนอ่านออกเขียนได้ค่ะ เรียกอีกอย่างว่า ‘ชั้นเรียนอ่านเขียนสำหรับผู้สูงอายุ’ สอนคนที่อ่านหนังสือไม่ออกแต่อยากเรียนให้อ่านออกเขียนได้โดยเฉพาะ ไม่เสียค่าใช้จ่าย แถมเวลาเรียนก็ยืดหยุ่นด้วยค่ะ” ระหว่างพูด ผู้หญิงคนนั้นก็ยื่นใบปลิวให้สวีตงเหลียน
“ฉันเพิ่งได้มาจากทางโน้นค่ะ คุณป้าไปตามที่อยู่ในนี้ได้เลย”
สวีตงเหลียนรับมาแล้วรู้สึกคุ้นตา จึงล้วงกระเป๋ากางเกงดู ก่อนจะหยิบใบที่เหมือนกันทุกประการออกมาได้อีกแผ่น
ที่แท้ก็เป็นใบปลิวประชาสัมพันธ์ชั้นเรียนอ่านเขียนนี่เอง เพราะอ่านหนังสือไม่ออก ได้มาก็ไม่รู้ว่าคืออะไร เห็นสีสันสวยดีจึงคิดว่าจะเอากลับไปแปะผนัง แต่พอยุ่งขึ้นมาก็ลืมไปเสียสนิท
“แม่หนู ข้าอ่านหนังสือไม่ออก ช่วยดูให้ทีว่านี่อยู่ที่ไหน” สวีตงเหลียนถาม
ผู้หญิงคนนั้นชะงักไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำเรียกของสวีตงเหลียน คำเรียกโบราณเช่นนี้แทบไม่มีใครพูดกันแล้วในยุคนี้
