หมู่บ้านที่พี่หลี่อาศัยอยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณหนึ่งชั่วโมง มีรถโดยสารวันละสี่เที่ยว พี่หลี่นั่งเที่ยวแรกสุดมา พอขายผักเสร็จก็นั่งเที่ยวเก้าโมงเช้ากลับไป
รถโดยสารจอดริมถนน ต้องเดินไปตามทางเล็ก ๆ อีกระยะหนึ่งจึงจะถึงหมู่บ้านของพี่หลี่
สวีตงเหลียนเดินตามหลังพี่หลี่ พลางมองไปรอบด้าน
หมู่บ้านแถวนี้แตกต่างจากหมู่บ้านเถาฮวาของพวกเรามาก
บ้านในหมู่บ้านเถาฮวาสร้างด้วยอิฐดินกับไม้ บ้านที่พอมีฐานะจะมุงหลังคาด้วยกระเบื้อง ส่วนบ้านที่ยากจนหน่อยก็ใช้ฟางมุงหลังคา บ้านของสวีตงเหลียนก็เป็นหลังคาฟาง
แม้จะประหยัดค่าใช้จ่ายได้บ้าง แต่ทนทานไม่ได้นาน พอฝนตกฟ้าครึ้มก็มีน้ำรั่ว หากอากาศชื้นก็ขึ้นรา ต้องคอยซ่อมแซมดูแลอยู่เสมอ
แต่บ้านแถวนี้เป็นบ้านทรงสี่เหลี่ยม มีสองหรือสามชั้น ด้านนอกติดกลอนคู่สีแดงสด แขวนโคมไฟไว้ ส่วนในลานบ้านมีข้าวโพดตากแดดอยู่
พูดถึงข้าวโพด ระหว่างทางที่เดินมา สวีตงเหลียนเห็นอยู่ไม่น้อย
ฝักข้าวโพดเหล่านั้นอวบแน่น มองปราดเดียวก็รู้ว่าเมล็ดเต็มฝัก ไม่มีฝักลีบแม้แต่ฝักเดียว
สวีตงเหลียนคิดว่า รอให้มีวัวแล้วค่อยไปซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดมาปลูกให้หมู่บ้านเถาฮวา!
พอเดินอ้อมไร่ข้าวโพดผืนนี้ไป ก็เห็นทุ่งข้าวสาลีทอดยาวจนสุดสายตา สีทองอร่ามสะดุดตา!
สวีตงเหลียนอดย่อตัวลงมองไม่ได้ พินิจด้วยความตื่นตะลึงอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงเดินตามพี่หลี่ต่อ
“ข้าวสาลีในหมู่บ้านเรามีรวงน้อย ข้าวโพดก็มีขนาดแค่หัวแม่มือ พี่หลี่ ข้าวสาลีกับข้าวโพดพวกนี้ปลูกยังไงถึงได้งามขนาดนี้”
พี่หลี่ชะงักไป ข้าวโพดปลูกง่ายที่สุดแล้ว แค่หว่านลงในแปลง ปล่อยให้มันโตเองก็คงไม่ถึงกับมีขนาดแค่หัวแม่มือกระมัง
หรือจะเป็นข้าวโพดพันธุ์พิเศษที่มีขนาดเท่าหัวแม่มือ?
พอคิดถึงตรงนี้ พี่หลี่ก็ตอบว่า “ผลผลิตกับขนาดของข้าวโพดขึ้นอยู่กับเมล็ดพันธุ์ บางพันธุ์ปลูกแล้วโต บางพันธุ์ก็เล็ก”
สวีตงเหลียนเข้าใจแล้ว ที่แท้ก็เป็นเพราะเมล็ดพันธุ์นี่เอง!
“อยู่ข้างหน้าแล้ว” พี่หลี่หันไปบอกสวีตงเหลียนที่ตามมาห่าง ๆ
พอหันกลับมา ก็เห็นสวีตงเหลียนกำลังวนดูเถาแตงกวาอยู่
“แตงกวาพวกนี้งอกออกมาทีละลูก ลูกดกจริง ๆ ปลูกยังไงหรือ”
“ตงเหลียน!” พี่หลี่ตะโกนเรียก
