สามวันต่อมา
หลี่อวี้กับหลี่อู่นำกำลังคนออกจากหมู่บ้านเถาฮวา
หลี่อวี้ต้องนำทหารไปประจำชายแดน ได้ยินว่ากองทัพศัตรูยังคงลอบโจมตีอยู่แถบนี้ พวกมันไม่ยอมรับความพ่ายแพ้และยังคงหาโอกาส
หลี่อู่ปลอมตัวออกเดินทางอย่างลับ ๆ มุ่งหน้าเข้าสู่เส้นทางบนเขา เพื่อไปช่วยเมิ่งซานพี่น้องที่ติดอยู่ในเมืองเล็ก ๆ ของแคว้นศัตรู ซึ่งยังไม่มีข่าวคราวมาจนถึงบัดนี้
เช้าตรู่วันนี้ สวีตงเหลียนให้ทุกคนขนรองเท้าฟางกับตะกร้าไม้ไผ่ที่สานไว้ในช่วงหลายวันมานี้ไปวางในห้องโถง จากนั้นนางก็ค่อย ๆ ลำเลียงของเข้าไปเก็บในโกดังของโลกยุคปัจจุบันที่เชื่อมต่อกับมิติของนาง
เครื่องจักสานในห้องโถงหายวับไปทีละชิ้น ส่วนอีกด้านหนึ่ง ในโกดังมืดสลัวของชุมชนเก่าบนโลกยุคปัจจุบัน ซึ่งมีประตูม้วนปิดอยู่ เครื่องจักสานและรองเท้าฟางก็ปรากฏขึ้นเป็นกอง ๆ
โกดังที่เดิมว่างเปล่า ไม่นานก็เต็มแน่น
เช้านี้ป้าจ่าวกับหวังซิ่วจวี๋ช่วยกันทำอาหาร ป้าจ่าวต้มบะหมี่หนึ่งชาม ส่วนหวังซิ่วจวี๋หั่นเนื้อหัวหมูที่เคี่ยวไว้เมื่อคืนและแช่ในน้ำพะโล้ข้ามคืนจนเข้าเนื้อ
หวังซิ่วจวี๋ได้รับกำลังใจจากทุกคน จึงไม่ห่อเหี่ยวเพราะเรื่องอาหลีอีกต่อไป
นางตัดสินใจว่าจะใช้ชีวิตให้ดี ไม่ใช่เพื่อใคร แต่เพื่อตัวเอง
หวังซิ่วจวี๋มีความปรารถนาอยู่ข้อหนึ่ง ซึ่งเมื่อก่อนนางไม่เคยเอ่ยถึง
หลายวันก่อน นางไปหาสวีตงเหลียนและเล่าความปรารถนานี้ให้ฟัง
ตอนหวังซิ่วจวี๋ยังเด็ก ครอบครัวยากจน ตลอดทั้งปีแทบไม่ได้กินเนื้อสักมื้อ ครั้งหนึ่งบิดาพานางไปตลาด นางเห็นคนในร้านอาหารริมทางกินเนื้อกันคำโต ๆ จนน้ำลายไหล
ยามนั้น หวังซิ่วจวี๋ตัวน้อยก็เกิดความปรารถนาขึ้นในใจ
เมื่อโตขึ้น นางจะเปิดร้านอาหาร เช่นนี้ทุกวันก็จะมีเนื้อกิน
หลายวันก่อน สวีตงเหลียนคัดลอกสูตรเนื้อพะโล้ที่เรียนมาจากโต่วอินกลับมา ทั้งยังซื้อเครื่องพะโล้สำเร็จรูปมาด้วย
หวังซิ่วจวี๋ลองทำดู พอทำเสร็จ คนทั้งหมู่บ้านก็ชอบกิน เด็ก ๆ ต่างกินข้าวกันคนละสองชามใหญ่
หวังซิ่วจวี๋มีความมั่นใจขึ้นและมีกำลังใจจะลงมือทำ
นางตัดสินใจว่าจะไปตั้งแผงขายเนื้อพะโล้ที่ตลาดในเมือง!
นี่เป็นการตัดสินใจที่กล้าหาญที่สุดในชีวิตของหวังซิ่วจวี๋อย่างไม่ต้องสงสัย
