“ผมอยากขอให้คุณช่วยรับปากเรื่องหนึ่งครับ” เหลาหม่ากล่าว
“เรื่องอะไรเหรอ?” สวีตงเหลียนถามอย่างไม่เข้าใจ
เหลาหม่าลูดเคราแพะสั้น ๆ ของตัวเอง สีหน้าจริงจังขึ้นหลายส่วน
“หลายปีก่อน ผมเคยเชิญซินแสผู้มีวิชาอาคมมาตรวจดวงให้ เขาบอกว่าตอนอายุหกสิบห้าปี ผมจะประสบเคราะห์ครั้งหนึ่ง ซึ่งเกี่ยวพันกับชะตาของทั้งตระกูล หากผ่านพ้นไปได้ ทุกอย่างในภายหน้าก็จะราบรื่น แต่ถ้าผ่านไปไม่ได้ ครอบครัวก็จะล่มสลาย ผู้คนต้องตายจากกัน!”
“ปีนี้ผมอายุครบหกสิบห้าพอดี คุณสวี หากในภายหน้ามีวาสนาให้ได้พบกัน และคุณช่วยได้ ผมหวังว่าคุณจะยื่นมือช่วยผมสักครั้ง”
สวีตงเหลียนมองเหลาหม่า นิ่งงันไปครู่ใหญ่กว่าจะเอ่ยปาก
“ฉันก็เป็นแค่ผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่ง อาศัยขายผักป่าหาเงินเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้วก็ช่วยคนในหมู่บ้านขายงานฝีมือบ้าง คุณเป็นผู้มีอำนาจใหญ่โต ฉันจะช่วยอะไรคุณได้ล่ะ?”
เหลาหม่าขมวดคิ้ว
คำว่า “ติดค้างน้ำใจ” ที่เขาเพิ่งขอนั้นมีน้ำหนักมากเกินไป กระบี่มังกรคำรามเล่มเดียวราคาหลายหมื่นหยวน ย่อมไม่คู่ควรกับมูลค่าของน้ำใจครั้งนี้
เพราะฉะนั้นต้องเพิ่มของตอบแทน!
“คุณสวีสนใจกระบี่ล้ำค่ามากใช่ไหม? ผมสะสมไว้ไม่น้อย จะมอบให้คุณพร้อมกับกระบี่มังกรคำรามด้วย คิดว่ายังไงครับ?”
สีหน้าของสวีตงเหลียนแปลกพิกล
เธอคิดในใจว่า เหลาหม่าคงเข้าใจอะไรผิดไป หรือไม่ก็ถูกหมอดูขู่จนเสียขวัญ เลยอยากหาความสบายใจให้ตัวเองกระมัง?
เธอคิดว่าหมอดูคนนั้นพูดจาข่มขวัญเกินจริง คำทำนายอาจไม่แม่นยำก็ได้
หลายปีก่อน ผู้คนในหมู่บ้านเถาฮวามีอยู่มากมาย ในหมู่บ้านมีบัณฑิตแซ่จางคนหนึ่ง เดิมทีอ่านหนังสือได้ดีอยู่แล้ว แต่กลับดึงดันเข้าเมืองไปให้คนดูดวง หมอดูบอกว่าเขามีเคราะห์ ต้องจ่ายเงินสามตำลึงจึงจะช่วยแก้เคราะห์ให้ได้
เงินสามตำลึงนั้นเป็นเงินที่ครอบครัวของเขาเก็บสะสมมาอย่างยากลำบาก ถึงขั้นขายหม้อขายกระทะ เพื่อนำไปเป็นค่าเดินทางเข้ากรุงสอบ
แต่บัณฑิตจางกลับเชื่อคำหมอดู มอบเงินให้เขาไป หมอเถื่อนผู้นั้นถือกิ่งหลิวมาตีเขาอยู่ครึ่งค่อนวัน อ้างว่าขับไล่สิ่งชั่วร้าย
กลางฤดูหนาว บัณฑิตจางถอดเสื้อจนแผ่นหลังเปลือยเปล่า ตากลมหนาวอยู่ตลอดเช้า หลังถูกฟาดจนเจ็บปวดก็เป็นหวัดหนัก พลาดการสอบเข้ากรุง
