ในวันที่หกของการเดินทาง ช่วงหลังยามอู่ กองเรือมาถึงเขตแดนกั้นโจวในที่สุด
สองฟากแม่น้ำไม่ปรากฏภาพแห้งแล้งแลไร้ชีวิตชีวาอีกต่อไป ณ ทุ่งไกลสามารถพบเห็นแมกไม้เขียวครึ้ม ระหัดน้ำส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด
บนท่าเรือแม้หาได้คึกคักไม่ ทว่าก็มีพ่อค้าหาบเร่และกรรมกรขนของ เสียงตะโกนร้องค้าดังขึ้นลงเป็นระยะ
ชาวบ้านหนานหูเห็นสภาพเช่นนี้ ใจล้วนคลายกังวล รู้สึกว่ามาถึงที่ซึ่งพอจะทุเลาลมหายใจได้แล้ว
ทว่าโจวตู้เจวียนกลับมิได้ผ่อนปรน
นางสังเกตว่านายตรวจบนท่าเรือมีจำนวนไม่น้อย ทว่าสายตามิได้มองดูระเบียบของสินค้า กลับจับจ้องสิ่งของและสัตว์เลี้ยงบนเรือ คล้ายกำลังคำนวณว่ามีมูลค่าเท่าใด
หลิวไป๋ยืนอยู่ข้างกราบเรือเช่นกัน สายตาคมกริบกราดมองสองฟากสะพานเรือ เอ่ยเสียงต่ำเตือนหน่วยอารักขามิให้แยกย้าย
“ขึ้นฝั่งก่อนค่อยว่ากัน” โจวตู้เจวียนเอ่ย
โจวจงซิ่นนำใบผ่านทาง ทะเบียนครัวเรือน และผู้เฒ่าใหญ่บ้านเหอไปตรวจสอบ
นายตรวจกั้นโจวเมื่อเห็นเรือใหญ่สองลำและผู้คนกว่าแปดร้อยคน กลับหน่วงเหนี่ยวไม่ยอมประทับตรา ทั้งจับผิดว่าเหตุผลในใบผ่านทางที่ระบุว่า “เดินทางไปฉยงโจวเพื่ออวยพรการตั้งถิ่นฐาน” นั้นน่าขัน แสดงทีว่าผู้คนมากมายปานนี้หากจะเข้าเมืองจำต้อง “ตรวจสอบละเอียด” หากจะตรวจสอบให้ละเอียด ก็ต้องเปิดหีบและถุงเสบียงออก
โจวจงซิ่นรู้แก่ใจในทันใดว่านี่คือการรีดไถ ทว่ามิได้แข็งขืน กลับยิ้มประจบแล้วยื่นเงินยี่สิบตำลึงให้ก่อน
นายตรวจเห็นว่าน้อยเกินไป เม้มปาก กลับถือโอกาสว่าเดี๋ยวนี้อันธพาลภูเขามีมาก ทางการต้องแบกรับความเสี่ยง หากปล่อยคนเข้าไป เกรงว่าจะมีโจรเล็ดลอดเข้า ใครจะรับผิดชอบ
โจวจงซิ่นจำต้องเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ สุดท้ายต้องให้เงินไปถึงแปดสิบตำลึง จึงได้เห็นนายตรวจเปลี่ยนสีหน้าปล่อยให้ผ่าน
