พวกเขาคุ้นชินกับการที่เหวินอี้วนเวียนอยู่รอบตัวเสิ่นเยี่ยนฉือมานานเกินไปแล้ว
เมื่อก่อนเธอเป็นคนชอบยิ้มที่สุด ทุกครั้งที่เห็นเสิ่นเยี่ยนฉือ ดวงตาคู่สวยมักเป็นประกายวิบวับ เวลาถูกพวกเขาแซว เธอเขินจนแก้มแดงก่ำ แต่สายตาก็ยังลอบมองตามเสิ่นเยี่ยนฉืออยู่เสมอ
เพราะเป็นแบบนั้น พวกเขาถึงอดแกล้งเธอไม่ได้อยู่เรื่อย
แต่เหวินอี้เมื่อครู่นี้กลับเงียบเกินไปหน่อย
ในห้องพักครู ครูประจำชั้นครูเฉินกำลังก้มหน้าจัดเรียงข้อสอบ
พอเห็นเหวินอี้เดินเข้ามา เขาก็ยกมือชี้ไปยังกองเอกสารที่วางเรียงเป็นระเบียบตรงมุมโต๊ะ
“เหวินอี้ มาพอดีเลย นี่เป็นสรุปประเด็นสำคัญสำหรับทบทวนการสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่คุณครูแต่ละวิชาจัดทำไว้ เอากลับไปแจกให้เพื่อน ๆ ก่อนนะ”
เหวินอี้พยักหน้า
“ค่ะ”
เธอเดินเข้าไปยกกองเอกสารหนาเตอะขึ้นมา
เอกสารหนักกว่าที่เธอคิด แผ่นกระดาษกดทับอยู่ในอ้อมแขนจนแทบจะบังใบหน้าเธอไปครึ่งหนึ่ง
ครูเฉินถึงเพิ่งสังเกตเห็นว่าดวงตาของเธอแดงเรื่อ จึงอดมองอีกครั้งไม่ได้
“ตาเป็นอะไรหรือเปล่า ไม่สบายหรือ”
เหวินอี้ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบเสียงเบา “ไม่เป็นไรค่ะ เมื่อกี้มีอะไรเข้าตานิดหน่อย”
คำโกหกนี้ไม่ได้แนบเนียนนัก แต่ครูเฉินดูออกว่าเธอไม่อยากพูดอะไรมาก จึงไม่ได้ซักต่อ เพียงเอ่ยกำชับด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า
“ก่อนสอบเข้ามหาวิทยาลัย ความกดดันสูง มีอารมณ์แปรปรวนบ้างเป็นเรื่องปกติ ถ้าเจอเรื่องอะไรเข้าจริง ๆ ก็อย่าลืมปรึกษาครูหรือผู้ปกครอง อย่าเก็บไว้คนเดียวล่ะ”
คำห่วงใยธรรมดา ๆ เพียงประโยคเดียวกลับทำให้เหวินอี้รู้สึกขมปร่าในลำคอขึ้นมาโดยพลัน
ชาติที่แล้ว เธอเอาแต่ไล่ตามเสิ่นเยี่ยนฉือ จนชีวิตค่อย ๆ เหลือเพียงเขาคนเดียว
กว่าจะถึงวันที่เสียใจจริง ๆ เธอถึงได้พบว่ารอบตัวกลับไม่มีใครสักคนที่เธอจะวางใจระบายความในใจด้วยได้
