“ช่างกดขี่กันเกินไปแล้ว!”
หลินซีพยุงเตาไฟไว้ เล็บแทบจะจิกเข้าไปในร่องไม้ ถังข้าวว่างเปล่า ถุงแป้งยุบแฟบ แม้แต่รอยแตกบนกำแพงหลังเตาไฟนางก็ล้วงหาแล้ว ข้าวสักเม็ดก็ไม่เหลือ
ในห้องข้าง ๆ เสียงร้องไห้ของทารกสองคนค่อย ๆ แผ่วลง ราวกับเข็มเล็กสองเล่มทิ่มแทงหัวใจนาง
นี่พวกเขาตั้งใจจะปล่อยให้พี่น้องอดตายกันจริง ๆ สินะ
“น้องรอง รออยู่ที่บ้านนะ เจ้าเป็นพี่ ต้องดูแลน้อง ๆ ให้ดี”
“ดึกป่านนี้แล้ว พี่สาวจะไปหาอาหารจากที่ไหน”
หลินซีตบศีรษะเขาเบา ๆ แล้วยิ้มกว้าง
“วางใจเถอะ ไม่เกินครึ่งชั่วยาม คืนนี้พี่จะต้องทำให้น้อง ๆ ได้กินข้าวแน่”
พูดจบ นางก็ฉวยมีดทำครัวบนเขียง แล้วหมุนตัวเดินออกจากบ้านไป
ม่านตาของหลินชิงยวนหดวูบ มีดทำครัวเล่มนั้นหรือ? พี่สาวหยิบมีดไปทำอะไร? หรือว่าจะไปแย่งเสบียงบ้านคนอื่น?
หัวใจเขากระตุกแรง รีบสาวเท้าตามไป ก่อนออกจากบ้านยังไม่ลืมหันกลับมากำชับเสียงเบา
“น้องสาม น้องสี่ ดูแลบ้านให้ดีนะ พี่ไปเดี๋ยวเดียวก็กลับ”
พอหลินชิงเหยียนน้องสามกับหลินชิงเฟิงน้องสี่วิ่งตามออกมา ในลานบ้านก็ไร้เงาคนแล้ว
“พี่สาม พี่สาวกับพี่รองไปไหนหรือ”
หลินชิงเหยียนขมวดคิ้วแน่น ใบหน้าอ่อนเยาว์เต็มไปด้วยความกังวลที่ไม่สมกับวัย
“คงไปหาอาหาร ตอนนี้พวกเราสองคนเป็นพี่โตที่สุดในบ้าน ต้องดูแลบ้านให้ดี”
เขาเม้มปาก จับมือน้องชายไว้ “รอพี่สาวกับพี่รองกลับมา”
“อืม แต่พี่สาม น้องแปดกับน้องเก้ายังร้องไห้อยู่ ข้ารู้สึกว่าเสียงของพวกเขาเบาลงเรื่อย ๆ”
“……”
หลินชิงเหยียนไม่ได้ตอบ เงาร่างเล็ก ๆ สองร่างจูงมือกันเข้าไปในห้อง แล้วสบเข้ากับดวงตาของเหล่าน้องชายที่กำลังมองมาอย่างคาดหวัง
“พี่สาวกับพี่รองออกไปหาอาหาร เดี๋ยวก็กลับมาแล้ว พวกเราคอยดูแลน้อง ๆ กันก่อน”
ไม่มีใครตอบ เด็ก ๆ หลายคนพร้อมใจกันหันไปมองนอกประตู ไม่มีใครพูดอะไร มีเพียงแววตาที่เปี่ยมด้วยความคาดหวังเหมือนกันทุกคน
พวกเขาพากันหมอบอยู่ข้างเตียงของน้องแปดกับน้องเก้า ท่องประโยคเดิมซ้ำ ๆ อยู่ในใจว่า พี่สาว พี่รอง รีบกลับมาเร็ว ๆ นะ
หลินซีถือมีดทำครัว เดินดุ่มตรงไปถึงหน้าประตูบ้านของหลินเฒ่า
“ปัง ๆ ๆ ๆ!”
เสียงที่นางใช้สันมีดทุบประตูดังก้องในหมู่บ้านบนเขาอันเงียบสงัด ฟังแล้วชวนขนลุกเป็นพิเศษ
“ใครน่ะ? ดึกดื่นป่านนี้เคาะอะไรนักหนา ผีไล่ตามมาหรืออย่างไร? มาแล้ว ๆ!”
นางหลี่บ่นงึมงำพลางสวมเสื้อคลุมออกมาเปิดประตู กลอนเพิ่งถูกเลื่อนออกไปครึ่งหนึ่ง พอเห็นคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า นางก็พลันตาสว่างเต็มตื่น
“เป็นเจ้าเองหรือ? นังเด็กตัวซวย ดึกดื่นไม่ยอมนอน ยังมาที่นี่เพื่อหาเรื่องถูกตีอีกหรือ!”
หลินซีผลักนางออก แล้วก้าวเท้าเดินตรงเข้าไปในลานบ้าน นางหลี่ถูกผลักจนเซ เกือบหงายก้นลงไปนั่งกับพื้น
หลินซีกวาดตามองรอบ ๆ มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นชา
บ้านก่ออิฐ กำแพงลานเป็นระเบียบ แม้จะไม่ถึงกับโอ่อ่า แต่ก็ดีกระท่อมฟางซอมซ่อที่พวกเขาอยู่เป็นสิบเท่า
ถ้านางจำไม่ผิด บ้านหลังนี้สร้างขึ้นด้วยการสูบเลือดสูบเนื้อจากพ่อของนาง
พ่อของเจ้าของร่างเดิมถึงกับทะเลาะจนแยกบ้าน ก็เพราะในบ้านหลังนี้ไม่มีแม้แต่ห้องเดียวให้ครอบครัวสาขารองของเขา
แล้วผลเป็นอย่างไร? คนทั้งตระกูลกลับไล่พวกเขาไปอยู่บ้านเก่า กระท่อมฟางพัง ๆ ที่ฝนตกหนักข้างนอก ฝนก็รั่วลงมาข้างใน
ช่างน่าอัดอั้นแทนครอบครัวของเจ้าของร่างเดิมจริง ๆ
นางหลี่ได้สติ รีบพุ่งเข้ามาจะกระชากตัวนาง
“ใครอนุญาตให้เจ้าเข้ามา! รีบไสหัวออกไปเดี๋ยวนี้ นังเด็กตัวซวย!”
นางยังพูดไม่ทันจบ คำพูดที่ค้างอยู่ในลำคอก็พลันชะงัก
หลินซียกมือขวาขึ้น มีดทำครัวขึ้นสนิมเล่มหนึ่งจ่ออยู่ตรงหน้านาง แสงจันทร์ตกกระทบคมมีด เย็นเยียบชวนหวาดหวั่น
“ข้ามาทำอะไรหรือ?”
หลินซีเอียงศีรษะเล็กน้อย น้ำเสียงเบาสบายราวกับกำลังคุยเรื่องทั่ว ๆ ไป
“ท่านย่า ลองทายดูสิ น้องชายสองคนของข้ากำลังจะอดตาย ท่านคิดว่าข้ามาทำอะไรล่ะ?”
นางหลี่จ้องมีดทำครัวเขม็ง ก่อนจะถอยหลังไปสองก้าวโดยไม่รู้ตัว แต่ปากยังแข็งใส่
“น้องชายเจ้าเกี่ยวอะไรกับข้า? พวกเราแยกบ้านกันไปนานแล้ว! ดึกดื่นป่านนี้อย่ามาคลุ้มคลั่งอยู่ตรงนี้ เจ้าไม่นอน แต่ข้าจะนอน!”
หลินซีก้าวเข้าไปข้างหน้า ปลายมีดจ่อไปที่สันจมูกของนางหลี่ บีบให้อีกฝ่ายเซถอยหลัง
“ท่านย่า เลือกเอาสองทาง หนึ่ง คืนข้าวกับแป้งของบ้านข้ามา สอง…”
นางหยุดไปครู่หนึ่ง แล้วขยับมีดทำครัวเข้าไปใกล้อีกครึ่งชุ่น “พวกเราตายด้วยกัน”
“เจ้า…นังเด็กตัวซวย! ข้าเป็นย่าแท้ ๆ ของเจ้านะ! ถ้าเจ้ากล้าแตะต้องข้าแม้แต่ปลายนิ้ว ทางการไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่ เจ้าต้องติดคุก เจ้า…”
“หึ” หลินซีหัวเราะเบา ๆ แต่ในดวงตากลับไม่มีรอยยิ้มเลยแม้แต่น้อย
“ท่านยังรู้ด้วยหรือว่าตัวเองเป็นย่าแท้ ๆ ของข้า ฆ่าท่านก็ตาย อดตายก็ตาย ในเมื่ออย่างไรก็ต้องตาย สู้ให้ท่านย่าไปเป็นเพื่อนข้าบนเส้นทางปรโลกด้วยกัน อย่างน้อยใต้พิภพจะได้มีเพื่อน”
สิ้นเสียง นางก็เงื้อมีดทำครัวขึ้นทันที
นางหลี่กรีดร้อง ขาทั้งสองข้างอ่อนยวบ ทรุดลงนั่งกับพื้น มือทั้งสองโบกปัดเหนือศีรษะอย่างลนลาน
“อ๊า…อย่าเข้ามานะ! ไปให้พ้น! ไปให้พ้น!”
“หยุดเดี๋ยวนี้!”
ในที่สุดหลินเฒ่าก็ยอมโผล่หน้าออกมา เขาสวมเสื้อคลุมยืนอยู่ตรงประตูห้องโถง ใบหน้าเขียวคล้ำด้วยความโกรธ
พอนางหลี่เห็นสามีตัวเองก็พลันมีที่พึ่ง นางทั้งกลิ้งทั้งคลานไปหาเขา
“ท่านพี่ นังเด็กตัวซวยนี่จะฟันข้า! รีบไล่นางออกไปเร็ว!”
ส่วนหลินโช่วเต๋อผู้เป็นลุงใหญ่ หลินชูเกิงผู้เป็นอาสาม และหลินโช่วอี้ผู้เป็นอาสี่ เวลานี้กำลังหลบอยู่ในบ้าน เงี่ยหูฟังความเคลื่อนไหว
หลินซีไม่แม้แต่จะหันกลับไปมอง
“ท่านปู่เข้าใจผิดแล้ว ข้าไม่ได้จะทำอะไร แค่มาเอาของของบ้านข้าคืน”
“เหลวไหล! ที่นี่ไม่มีของของเจ้า พวกเราแยกบ้านกันไปนานแล้ว!”
“อย่างนั้นหรือ?”
หลินซีไม่แม้แต่จะกะพริบตา มือยกขึ้นแล้วฟันลง
“อ๊า! ตาเฒ่า ช่วยข้าด้วย!”
นางหลี่กรีดร้องจนเสียงแหลมปร่า กลอกตาขึ้นแล้วร่างก็อ่อนยวบล้มลงกับพื้น
คมมีดเฉียดแก้มนางไปอย่างฉิวเฉียด ทิ้งรอยเลือดตื้น ๆ ไว้รอยหนึ่ง
“ชิ แค่นี้ก็เป็นลมแล้วหรือ? ขวัญอ่อนจริง ๆ”
หลินซีเล่นมีดทำครัวในมือไปมา ก่อนจะค่อย ๆ หันกลับมา สายตาหยุดอยู่ที่หลินเฒ่า
“ท่านปู่ ในเมื่อท่านย่าพักไปก่อนแล้ว ถึงตาท่านบ้าง สองทางเหมือนเดิม ไม่คืนเสบียงให้ข้า ก็จะส่งคนทั้งบ้านไปพบพ่อข้า”
หลินเฒ่าโกรธจนตัวสั่น หนวดแพะกระตุกระริก
“เดรัจฉาน! เจ้ามันเดรัจฉาน! ดึกดื่นถือมีดมาปล้นถึงบ้าน ยังมีกฎหมายอยู่หรือไม่? ในเมื่อเจ้าบอกว่าจะเลี้ยงน้องชายทั้งแปดคน ก็ไปหาทางเอาเองสิ มาวุ่นวายที่บ้านข้าทำไม!”
เขากระทืบเท้า แล้วตะโกนใส่คนในบ้าน
“ลูกคนโต! คนที่สาม! คนที่สี่! ตายกันหมดแล้วหรือ? ยังไม่รีบไสหัวออกมาอีก!”
ประตูห้องทั้งสามบานเปิดออกแทบจะพร้อมกัน ชายสามคนเดินเรียงกันออกมา ต่างก้มหน้าก้มตา ไม่มีใครยอมเงยหน้ามองกองเรื่องวุ่นวายในลานบ้านก่อน
“ท่านพ่อ”
“ลูกคนโต รีบไปตามผู้ใหญ่บ้านมา! คนที่สาม คนที่สี่ ยึดมีดของนังเด็กนี่มาให้ข้า!”
หลินซีเคลื่อนไหวเร็วกว่าพวกเขา นางพุ่งปราดไปอยู่ด้านหลังหลินเฒ่า
แขนซ้ายรัดไหล่เขาไว้ มือขวาพาดมีดทำครัวลงบนลำคอ เพียงคมมีดแตะผิวหนัง หลินเฒ่าก็แข็งทื่อไปทั้งตัว
“ใครขยับเข้ามาอีกก้าว ข้าจะส่งท่านปู่ไปพบพ่อข้าเดี๋ยวนี้”
น้ำเสียงของนางสงบนิ่งจนไม่น่าเชื่อว่าจะออกมาจากปากเด็กสาววัยสิบสี่ปี
“ข้าไม่พูดซ้ำเป็นครั้งที่สาม คืนเสบียงมา ไม่อย่างนั้นก็ตายด้วยกันทั้งหมด”
หลินโช่วอี้ผู้เป็นอาสี่ไม่กล้าขยับทันที มือทั้งสองลอยค้างอยู่กลางอากาศ จะเข้าไปก็ไม่ได้ จะถอยกลับก็ไม่ดี ใบหน้าแดงก่ำ อ้าปากพะงาบแต่กลับพูดอะไรไม่ออกสักคำ
แต่หลินชูเกิงผู้เป็นอาสามกลับก้าวมาข้างหน้าครึ่งก้าว
“ซีเอ๋อร์ อย่าทำเรื่องโง่ ๆ”
เขาปรับน้ำเสียงให้อ่อนโยน ราวกับกำลังเกลี้ยกล่อมเด็กไม่รู้ความคนหนึ่ง
“เจ้าทำร้ายท่านย่าไปแล้ว อย่าทำผิดซ้ำอีกจนทำร้ายท่านปู่ด้วย เรื่องนี้ถือเป็นอกตัญญูอย่างใหญ่หลวง หากแพร่ออกไป…”
“ถ้าแพร่ออกไปแล้วอย่างไรหรือ?”
หลินซีหัวเราะเย็นชา ตัดบทเขา
“อาสามสมกับเป็นคนเรียนหนังสือจริง ๆ ใจกล้ากว่าคนอื่นอยู่หลายส่วน แต่อาสามอย่าลืมสิ ท่านกำลังจะสอบเป็นเซิ่งไฉ่”
รอยยิ้มบนใบหน้าของหลินชูเกิงแข็งค้างไปเล็กน้อย
“ท่านคิดดูสิ หากเรื่องแพร่ออกไปว่าพ่อแม่แท้ ๆ ของหลินถงเชิงแย่งเสบียงช่วยชีวิตจากหลานชายแท้ ๆ”
“บีบให้หลานสาวแท้ ๆ ถือมีดมาทวงชีวิต ทั้งยังปล่อยให้หลานชายแท้ ๆ อดตาย อาสามยังจะสอบเป็นเซิ่งไฉ่อีกหรือ?”
แววอำมหิตวูบหนึ่งปรากฏในดวงตาของหลินชูเกิง แม้จะหายไปในพริบตา แต่หลินซีก็มองเห็นได้อย่างแม่นยำ
จิตสังหาร จิตสังหารต่อเด็กสาววัยสิบสี่อย่างนาง เป็นถึงจิตสังหารที่มีต่อหลานสาวแท้ ๆ ของตนเองด้วย
ดี นางจะจดจำสายตานี้ไว้
หลินชูเกิงสูดหายใจลึก ก่อนหันไปมองหลินเฒ่า น้ำเสียงแฝงคำตำหนิอยู่หลายส่วน
“ท่านพ่อ ท่านกับท่านแม่เอาของของซีเอ๋อร์ไปจริงหรือ?”
หลินเฒ่าหลบสายตา เชิดคอขึ้นตอบว่า
“ไม่มี! ใครเอาของบ้านนางไปกัน? ตระกูลหลินของเรายังไม่ถึงกับต้องละโมบของเล็ก ๆ น้อย ๆ ของนาง!”
“ซีเอ๋อร์ เจ้าได้ยินแล้วนะ”
หลินชูเกิงแบมือออก ทำท่าราวกับยุติธรรมเป็นกลาง
“ท่านปู่กับท่านย่าบอกว่าไม่ได้เอาไป เจ้ายังเด็ก ทั้งเพิ่งเสียพ่อแม่ไป ในใจมีความคับแค้นก็เป็นเรื่องปกติ อาสามไม่ถือโทษเจ้า
เอาอย่างนี้ ตอนนี้เจ้าปล่อยท่านปู่เสีย เรื่องนี้ก็ถือว่าไม่เคยเกิดขึ้น ดีหรือไม่?”
หลินซีเกือบถูกสีหน้าจอมปลอมของเขาทำให้โกรธจนหัวเราะออกมา
แค่ไม่กี่ประโยค เขาก็เปลี่ยนเรื่องให้กลายเป็นว่านางยังเด็ก ใจร้อน และหาเรื่องไร้เหตุผลไปเสียแล้ว
“อาสามพูดเก่งจริง ๆ”
นางกดคมมีดแนบลำคอหลินเฒ่าแน่นขึ้นอีกนิด เลือดสีแดงสดสายหนึ่งค่อย ๆ ซึมไหลตามคมมีดลงมา
“แต่ข้าก็ยังพูดเหมือนเดิม วันนี้ถ้าไม่ได้เสบียงคืนไป ก็อย่าหวังว่าจะมีใครได้ออกจากประตูนี้ไปทั้งเป็น”
