ภายในโถงใหญ่เงียบงันราวกับแดนมรณะ
เวลาผ่านไปเกือบสิบลมหายใจ หลินเจาถึงได้ค่อย ๆ ฟื้นจากอาการแข็งค้าง
เขาสะบัดหัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ดวงตาหยดน้ำค้างเบิกกลมโต หลอดเลือดฝังแดงชะมัด ความเกียจคร้านเชยชมที่เคยเปี่ยมหน้าหายวับไปทั้งหมด แทนที่ด้วยความเดือดดาลถึงขีดสุด
เพี๊ยะ!
ฝ่ามือหนึ่งฟาดลงบนโต๊ะอย่างหนักหน่วง จนแผ่นรับสั่งสีเหลืองอร่ามนั้นกระโดดเด้งขึ้นมาเสียอีก
“หลินหยวน!”
หลินเจาโกรธจนเรียกชื่อเต็มของคุณพ่อขึ้นมาตรง ๆ
“พูดความจริงมา! เป็นเจ้าใช่ไหม! เป็นเจ้าหรือไม่ที่กลัวลูกชายข้าจะเหลือหลังสังคม รีบอยากได้หลาน จึงอาศัยสัมพันธ์หน้าหนาเหล่านั้น ไปวิงวอนขอสั่งเสกนี้ขึ้นในวังเอาไว้!”
เมื่อเผชิญหน้ากับความพิโรธของบุตรชาย ความปลาบปลื้มบนใบหน้าหลินหยวนเลือนหายในพริบตา เปลี่ยนโฉมได้เพียงชั่ววินาที
ใบหน้าเก่ายุบลง ริมฝีปากสั่นระริก น้ำตาสองสายไหลพรากลงมาเร็วยิ่งกว่าเปิดประตูน้ำ
“ต้าหลางเอ๊ย!”
หลินหยวนร่ำไห้ฟ้องพลางหวี่หวี่แดงพร่างทั้งน้ำมูกทั้งน้ำตา
“เจ้าคิดว่าท่านพ่ออยากได้อย่างนี้หรือ? ยามเช้าที่ประชุมเมือง ฝ่าบาททรงอารมณ์กล่าวถึงเรื่องนี้ขึ้นมาเสียกลางคัน ท่านพ่อโต้แย้งปั้นป่ำทันที!”
เอ่ยไปพลางตบเตะอกตัวเองรัว ๆ แสดงฝีมือการแสดงอย่างพร่ำเพรื่อ สมจริงนัก
“ท่านพ่อคุกเข่าลงกลางราชสำนักทันที วิงวอนอ้อนวอนร่ำไป! ข้าน้อยกราบทูลฝ่าบาทว่า บุตรข้าน้อยหลินเจา นั้น…นั้นเป็นคนเจ้าเล่ห์พ่ายแพ้ ไม่มีความทะเยอทะยานในอก หมกมุ่นเล่นไก่ชนล่าสุนัขไปเสียวันยังค่ำ ดินโคลนเละเทะจะพอกกำแพงก็ไม่ติด จักไปคู่ควรแก่อัครเสนาบดีซูอย่างไร!”
หลินเจายิ้มปากกระตุก
โหดร้ายจริง ๆ จะเลิกคบให้ก็เถอะ ยังบั่นทอนข้าเต็มที่สุดสุดอีก
“แต่แล้วเป็นไงน่ะ”
หลินหยวนเช็ดน้ำตา กล่าวด้วยความขุ่นเคือง
“ผลคือฝ่าบาทไม่เพียงไม่ทรงถอนพระราชโองการ บรรดาขุนนางทั้งราชสำนักกลับต่างเห็นพ้องว่าเป็นคู่แก่เจ้าของสวรรค์! ว่าอัครเสนาบดีซูยังเยาว์วัยเพียง 22 ปี เจ้าเพิ่งพ้น 20 ปีเศษ วัยกลับกลืนกันลงตัวนัก!”
“แล้วสู้เหอล่ะ เธอไม่พูดอะไรเลย!”
“เธอยอมรับนัย ๆ คงเพราะเห็นว่าต้าหลางแห่งตระกูลเราเป็นคู่ควรอย่างแท้จริง”
“คู่ควรเหรอ! โว้ย! ทั้งหมดนี่ก็เพราะเฒ่าแก่อย่างเจ้าแหละที่สร้างเรื่อง! ปกติเจ้าไปประชุมเมืองทำมิดีอะไร เกษียณไปแล้วยังจะไม่ยอมอยู่บ้านเป็นเฒ่าร้าย ๆ ซะที!”
“เจ้าไม่ใช่ที่พูดหรือไง ว่าท่านพ่ออายุ 59 นั้นเป็นวัยเริ่มต้นแห่งความหวัง”
“ไอ้เรื่องความหวังข้าไม่ให้เจ้าหวังที่ลูกเขย! ดีมาก เลวมาก เขาว่ากันว่าสู้เหอหน้าตาซากสังขารน่าสยดสยอง ใจดำเยี่ยงงูพิษ เป็นหญิงเหม็นขี้หน้าอันดับหนึ่งของอาณาจักร! เจ้านี่มันผลักลูกชายตัวเองลงหลุมเพลิงชัด ๆ!”
“เรื่องนั้นเป็นเพียงคำสบประมาทเท่านั้น เธอโดดเดี่ยวเฉียบขาดจริงอยู่บ้าง แต่…”
“ไม่ฟัง ไม่ฟัง คำพูดมารร้าย!”
ยิ่งพูดยิ่งโกรธ กลับกันหลินหยวนซึ่งเย็นตัวลงแล้ว
“ถ้าไม่ใช่เจ้าหนูนี่แหละที่ขัดขืนการจัดสรรชายาของท่านพ่อครั้งแล้วครั้งเล่า ล่วงเลยวัยมาถึงเช่นนี้ เหตุใดจึงบังเกิดทนทุกข์เช่นวันนี้! ลูกเอ๋ย เรื่องนี้…ถ้าจะโทษ ก็จงโทษตัวเจ้าเองเถิด!”
“เจ้า…”
หลินเจาเกือบขับเลือดเก่าพ่นออกมา ทั้งตัวเป็นปลิดเปลื้องสิ้นดี
โอ้โห แค่อยู่โสดยังผิดอีกเหรอ?!
สูดลมหายใจลึก แววตาเด็ดเดี่ยว
“ข้าไม่แต่ง! จะเลวร้ายสักเท่าไร พรุ่งนี้ข้าจะไปบวชเสียที่วัดม้าขาวนอกเมือง! ให้ดูเถอะว่าสู้เหอจะไปแต่งงานกับพระได้อย่างไร!”
ถ้อยคำนี้แล้ว ความโทรมโศกบนหน้าหลินหยวนมลายหายในพริบตา สีหน้าจริงจังเหมือนเป็นคนละคน
เขาชี้นิ้วช้า ๆ ไปยังประตูด้านนอก เห็นมุมกำแพงที่นั่น ไม่รู้เมื่อไรได้จัดเรียงกระสอบผ้าป่านเป็นแถวเดียวขนาดบานเบอะต่างกันอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
“ไปเถิด”
“พระราชโองการลงแล้ว ประกาศทั่วแคว้น เจ้าออกจากประตูบานนี้ข้ามิใช่ใครอื่น คือผู้ขัดพระบรมราชโองการ การขัดพระบรมราชโองการ โทษถึงเครือญาติสามสาย! ท่านพ่อได้จัดสรรแบ่งทองคำเงินและของมีค่าในบ้านใส่กระสอบเตรียมพร้อมแล้ว เจ้าขึ้นบวชขาหน้า ข้าเช่าเรือลงใต้ขาหลัง ตระกูลหลินเราจะขอปะทะกับราชวงศ์ให้รู้แล้วรู้รอด!”
เมื่อมองตามปลายนิ้วนั้นไป หลินเจาขนตากระตุกรัว
กระสอบเหล่านั้นพองตูม ดูท่าน้ำหนักไม่เบาเลยสักนิด
เฮ้ย คุณพ่อจริงจังเต็มเปี่ยม!
แพ็กเกจรีดไถหนีทั้งบ้านเตรียมไว้เรียบร้อยแล้วเหรอเนี่ย?
หลินเจารู้สึกความเยือกเย็นเจาะกระดูกพุ่งจากฝ่าเท้าขึ้นตรงถึงกระหม่อม เขาจะไม่แยแสตัวเองก็จริง แต่ทั้งตระกูลนี้ต่อเขาดีจริง ๆ… ยังมีชีวิตแบนหลังอย่างสุขสบายนี้อีก…
หลินเจารู้สึกแรงทั้งกายถูกดูดหายไปพริบตา ทรุดนั่งลงบนเก้าอี้ นานหลายชั่วยามไม่อาจเอ่ยวาจาสักคำ
หลินหยวนเห็นดังนั้น ย่อมรู้ว่าไฟลุกถึงจุดพอดีแล้ว
ก้าวเข้ามาใกล้ ลูบไหล่บุตรชายอย่างมีน้ำหนึ่งใจเดียว
“ต้าหลางเอ๋ย เรื่องถึงคราวนี้แล้ว เจ้าไม่เคยบ่มิบ่อยหรือ หากขัดขืนไม่สำเร็จ จงเพลิดเพลินเสีย”
“หาเจอกันสักครั้งเถิด? ท่านพ่อฝากคนไต่ถามได้ความแล้วว่าพรุ่งนี้ยามบ่าย อัครเสนาบดีซูจะไปปฏิบัติราชการที่เรือหงส์แห่งทะเลสาบซีหู สองพวกเจ้าคงได้เจอกันโดยบังเอิญไม่ได้ตั้งใจ คราวนี้ก่อนความผูกพันจึงเริ่มเพาะได้”
หลินเจาเงยหน้าขึ้นพรวด
“ไม่เจอ!”
“ผลละเมิดอย่างบังคับขายบังคับซื้ออย่างงี้ ข้าจะไม่ยอมอ่อนข้อเด็ดขาด!”
……
ค่ำคืนนั้น ณ ตึกโหว่เยว
หลินเจากลับมายังสถานที่เกษมสำราญแห่งนี้อีกครั้ง หาครั้งนี้มิได้เรียกร้องพรรคพวก กลับนั่งโดดเดี่ยวอยู่มุมหนึ่ง รินสุราดื่มเพื่อคลายกลุ้มถ้วยแล้วถ้วยเล่า
ข่าวพระราชทานสมรสลือลายไปทั่วทุกตรอกซอกซอยของเมืองหลวง
เหล่ากะหรี่ปั๊บที่เมื่อเช้ายังยกเขาเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ ยามนี้ต่างเกาะกลุ่มกันเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มใหญ่ไม่ไกลนัก สายตาที่ส่งมอบเขามิได้เหลือแต่ความอาฆาตเลยสักนิด
จั่วรุ่ยเดินตะกุกตะกักถือถ้วยสุราเข้ามา ใบหน้าเสมือนผู้ตายหลังพริกขิง
“ท่านพี่หยวนหมิง เอ๊ย ไม่ใช่แล้ว ท่านเจ้าบ่าวโปรดรับความเคารพจากข้าพเจ้าสักครั้ง การไปครั้งนี้…โปรดรักษากายด้วยเถิด!”
กล่าวจบ รินสุราลงคอเกลี้ยงในคราเดียว เหมือนรดน้ำอำลาวีรบุรุษผู้จะประหารชีวิตอย่างสง่างาม
หลินเจาตวัดตาขาวให้อย่างไม่เบา
“ไสหัวไป! ไอ้เจ้าบ่าวอะไรของมึง กูยังไม่ตายด้วย!”
“เร็ว ๆ นี้แหละ เร็ว ๆ นี้แหละ”
หลี่ซวิ้นก็ยื่นหน้าเข้ามา เอ่ยเสียงเบา ใบหน้ากลั้นความสยองไม่อยู่
“ท่านพี่หยวนหมิง คงมิได้รู้ลึกนักว่าสู้เหอนั้นเป็นบุคคลเช่นไร?”
ยังไม่ทันหลินเจาจะตอบ เหล่าเพื่อนสนิทก็บ้าคลั่งแซะกันรัว ๆ ปรนเปรอความรู้ให้เขาไม่หยุด
“เธอน่ะคืออัครเสนาบดีหญิงคนแรกที่แผ่นดินต้ายวี่เคยมีมาเลยนะ!”
“เจ้านายข้าบอกว่า เธอเข้ารับราชการเมื่ออายุ 16 แต่งเติมในเสนาบดีเมื่อ 18 ปี พอ 20 ปีได้รับพระราชทานยศพิงจางสื่อ ปกครองการประชุมเมือง ขึ้นมาด้วยหลังชุ่มเลือด ใครขวางทางเธอคนใดได้จบดีบ้าง? นั้นท่าทางนั้น โถ เจ้านายข้าเอ่ยถึงก็สั่นระริก หนึ่งในอันโหดเหี้ยมเยี่ยงนั้น หัวใจแข็งเย็นเยี่ยงนั้น แทบไม่เคยมีมาก่อน!”
จั่วรุ่ยก็เข้ามาเกาะกลุ่ม
“เจ้านายข้าก็เหมือนกัน เอ่ยถึงแต่ละหยดเหงื่อเย็นเต็มหลัง”
จั่วรุ่ยกล่าวพลางลดเสียงลงอย่างลึกลับ
“เจ้ายังจำได้หรือไม่ เมื่อเดือนก่อน ยู่ฉื่อนามหลิวผู้กราบบังคับทูลกล่าวโทษเธอในราชสำนักว่า ไก่แจ้งร้องยามรุ่งสาย บั่นทอนกิจการแผ่นดินนั้น?”
หลินเจาคิดทบทวน วันหนึ่งหลังชาจีนชิมขนมเคี้ยวคุยกันเรื่องเมือง จำได้คลุมเครือว่ามีคนเช่นนั้นจริง
“เขาเป็นไง?”
“เป็นไงเหรอ? วันรุ่งขึ้นหลังเขากล่าวโทษ ทั้งครอบครัวคนแก่คนเด็ก รวมถึงหมาเลี้ยงในบ้าน ถูกแพ็กส่งไปหลิงหนานกินลำไยหวานทั้งหมด! เล่ากันว่าชาตินี้อย่าฝันจะกลับมาได้อีก!”
แต่สยองที่สุด ยังเป็นถ้อยคำสุดท้ายของหลี่ซวิ้น ที่แอบกระซิบแทบติดหูหลินเจา
“ท่านพี่หยวนหมิง ข้า…ข้าบอกเรื่องสำคัญที่สุดให้ฟัง…อย่าเผยแพร่ออกไปเด็ดขาด”
“ข้าได้ยินจากญาติห่าง ๆ คนหนึ่งในวังว่า…ในคฤหาสน์ตระกูลซู ไม่เคยมีชายใดรอดชีวิตข้ามสามวัน…”
“ว่ากันว่าเธอนั้นเกลียดชังเพศชายถึงที่สุด คงเพราะเคยถูกความรักทำร้ายมาก่อน…”
“ฮืม~”
สูดลมเย็นเข้าเต็มปอด หลินเจารู้สึกความหนาวเหน็บไต่ขึ้นตามแนวกระดูกสันหลัง
ภาพหนึ่งผุดขึ้นในความคิดทันที: หญิงยักษ์น่าสยดสยองหน้าซากสังขาร สูง 8 ศอก รอบเอวก็ 8 ศอก กำแสงหนึ่งเปื้อนเลือดในมือ หัวเราะเยาะเข้าหาเขา…
ฟังเรื่องเล่าเหล่านี้สยองยิ่งกว่านิทานผี รอยยิ้มบนใบหน้าหลินเจาแข็งค้างสนิท
ถ้วยสุราเคลือบเบญจรงค์ในมือ ภายใต้แรงบีบโดยไม่รู้ตัว เปล่งเสียงต๊อกแต๊กอย่างสุดแรงกลั่นแรง
งานแต่งนี้ ไม่มีทางแต่งเด็ดขาด!
