หลินเจานอนแผ่หลาอยู่บนเก้าอี้ ไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย
นับตั้งแต่วั่งไฉเข้ามารายงานข่าวครั้งแรก จนถึงครั้งที่สาม เวลาก็ล่วงเลยไปเต็มหนึ่งชั่วยามแล้ว เขายังคงเอนกายอยู่เช่นนั้น หลินเจารู้สึกว่าตอนนี้ตนเหลือเพียงเปลือกกายที่ยังหายใจอยู่เท่านั้น
“ท่าน... ท่านชายใหญ่”
วั่งไฉปรากฏตัวที่หน้าประตูเป็นครั้งที่สี่ ใบหน้าเต็มไปด้วยความกลัดกลุ้ม
“คนจากกรมพิธีการรออยู่พักใหญ่แล้ว บอกว่ารับพระบัญชามาวัดตัวตัดชุดแต่งงาน เร่งรัดกันเหลือเกิน...”
หลินเจาไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ
วั่งไฉกำลังจะเรียกอีกครั้ง มือข้างหนึ่งก็ยื่นมาจากด้านหลัง ผลักเขาให้หลบไปข้าง ๆ
หลินหยวนก้าวยาว ๆ เข้ามา สีหน้ายินดีปรีดายิ่งกว่าเมื่อเช้าอยู่สามส่วน เมื่อสวมคู่กับชุดแพรสีน้ำเงินที่เพิ่งเปลี่ยนใหม่ ก็ยิ่งดูเปี่ยมชีวิตชีวา เขาเหลือบมองบุตรชายที่จิตใจล่องลอย แล้วไม่พูดพร่ำทำเพลง เพียงโบกมือไปทางนอกประตู
“เข้ามาได้”
เสียงโกลาหลดังขึ้นครู่หนึ่ง ขุนนางจากกรมพิธีการและช่างตัดเสื้อสี่คนเดินเรียงแถวเข้ามา ในมือถือผ้าแพรผ้าไหมหลากสีสัน เอวแขวนสายวัดกับไม้บรรทัด ใบหน้าเปื้อนยิ้ม คนที่เดินนำมาเป็นชายชราร่างผอมสูง ดูก็รู้ว่าเป็นผู้ชำนาญงาน เข้ามาถึงก็ทำความเคารพหลินหยวนก่อน จากนั้นจึงกวาดสายตามองหลินเจา
“ท่านชายหลิน เชิญลุกขึ้นยืน ให้ข้าน้อยวัดตัวสักหน่อย”
หลินเจาไม่ขยับ
หลินหยวนเดินเข้าไปหา หิ้วเขาขึ้นจากเก้าอี้ในคราเดียว
“ยืนให้ดี”
หลินเจาถูกบิดาดึงคอเสื้อ ขาทั้งสองข้างสั่นพั่บ ๆ ราวกับเส้นบะหมี่ แต่ก็ยืนอยู่กับที่ ช่างตัดเสื้อทั้งสี่คนเข้ามาล้อม สายวัดพาดไปทั่วร่าง วัดโน่นวัดนี่ไม่หยุด
เขายืนแข็งทื่อ ดวงตาว่างเปล่า ปล่อยให้คนอื่นจับพลิกไปมาตามใจ
“รูปร่างดีทีเดียว”
ช่างตัดเสื้อชราวัดเสร็จก็พยักหน้าไม่หยุด ขุนนางจากกรมพิธีการจึงหันไปถามหลินหยวน
