“หวังลาตี้?” ประตูเปิดออก ความเย็นปะปนกับกลิ่นแตงโมและกลิ่นประหลาดที่บรรยายไม่ถูกก็พรั่งพรูออกมา
ชายคนหนึ่งยืนอยู่หน้าประตู “หวัง...อาหวัง...” ชายคนนั้นพูดตะกุกตะกัก ฉันได้ยินแล้วรู้สึกคุ้นหู รีบเงยหน้ามองชายคนนั้น เขาอายุห้าสิบกว่าๆ หน้าตาคุ้นๆ แต่ก็นึกไม่ออกว่าเป็นใคร!
“คุณ...คุณ...”
“ผมเคยกินข้าวที่ร้านคุณ คุณคือหวังลาตี้ที่ขาย ‘ข้าวหน้าหมูผัวเมีย’ อยู่บนถนนหูเปาไง ผมเองคนขับรถลิ่ว หลิวเถี่ยจู้ไง! ไม่จำผมได้แล้วหรือ?”
อ๋อ คนขับรถบรรทุกที่ใส่ชุดพรางที่ไว้หนวดเครารุงรัง เป็นหนี้ค่าข้าวฉัน 164 หยวนแล้วหนีหายไป หลายปีแล้วที่ไม่ได้เจอ ตอนนี้เขาโกนเคราแล้ว ท้วมๆ ขึ้นหน่อย ใส่เสื้อแขนสั้นสีชมพูอ่อน ยืนอยู่ในประตูวิลล่า... ถ้าเขาไม่บอก ฉันคงไม่กล้าจำได้ว่าเขาคือหลิวเถี่ยจู้คนขับรถบรรทุก
ฉันงงไปหมดแล้ว
“ผมมาใช้หนี้ ร้านคุณปิดไปแล้ว ไม่คิดว่าจะมาเจอคุณที่นี่” หลิวเถี่ยจู้ยิ้มอย่างซื่อๆ “คุณ... วันนี้คุณมาสมัครงานเป็นพี่เลี้ยงเด็กหรือ?”
ในขณะนั้นฉันก็นึกถึงตอนเขาสวมชุดพรางได้ ฉันรีบพยักหน้า ปากเกือบหลุดเรียกเขาว่าอาหลิว แต่ก็กลืนคำพูดลงคอ เปลี่ยนเป็น ‘เจ้าของร้านหลิว’ เสียได้
“ผมไม่ใช่เจ้าของร้าน เข้ามาพูดกันข้างในก่อนเถอะ” หลิวเถี่ยจู้ขยับตัวให้ทาง พาฉันเข้าไปในบ้าน
พอดีตอนนั้นเอง ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังตึกๆๆๆ จากบนบันได ผู้หญิงคนหนึ่งสวมชุดอยู่บ้านสีเหลืองอ่อนยืนอยู่หัวบันได...
สีเหลืองอ่อนนั้นเหมือนขนนุ่มๆ ก้อนหนึ่ง ค่อยๆ ลอยมาตรงหน้าฉัน...
“อาหลิว คุณรู้จักกันหรือ?” ผู้หญิงคนนั้นเอ่ยปากช้าๆ
“ครับ อาจารย์หลี่ พวกเราที่ขับรถทุกคนกินข้าวที่ร้านเธอ อร่อยชามใหญ่...” หลิวเถี่ยจู้พูดพร่ำเพรื่ออยู่หลายประโยค ล้วนแต่พูดชมว่าข้าวที่ฉันขายอิ่มและคุ้ม
ผู้หญิงวัยกลางคนคนนั้นอายุสี่สิบกว่าๆ หน้าซีด ดวงตามีแววเหนื่อยล้าเล็กน้อย
“อ๋อ สวัสดี คุณคือหวังลาตี้ที่นายหน้าส่งมาหรือ?” เสียงผู้หญิงคนนั้นยังคงนุ่มนวล ฟังเพราะมาก
“ค่ะๆ ฉันคือหวังลาตี้!” ฉันพยักหน้าไม่หยุด
หลี่ซูเจวียนนั่งลง เธอชี้ไปที่เก้าอี้อีกตัวข้างโต๊ะกลม “หนูหวัง นั่งก่อนสิ เรามาคุยเรื่องงานกันก่อน”
หลิวเถี่ยจู้ยกกล่องแตงโมจากพื้นเข้าครัวไป... “อาจารย์หลี่ ผมไปก่อนนะ...” พูดจบเขาก็เดินไปที่ประตู
หลี่ซูเจวียนไม่พูดอะไร แค่พยักหน้า
หลิวเถี่ยจู้เดินไปถึงประตูก็หันกลับมา “เกือบลืม เจอกันยาก ได้โอกาส ก็จ่ายหนี้ค่าข้าวที่ค้างไว้ให้คุณเลยแล้วกัน!” เขาพูดพลางหยิบธนบัตร 200 หยวนออกมาจากกระเป๋า วางลงบนโต๊ะตรงหน้าฉัน ยังไม่ทันที่ฉันจะตอบอะไร เขาก็ผลักประตูเดินออกไป...
หลี่ซูเจวียนดูนาฬิกาข้อมือ แล้วพูดเสียงเรียบๆ ว่า
“บ้านห้าร้อยตารางเมตร ทำความสะอาดประจำวัน ซักผ้า เตรียมอาหารกลางวันและเย็น เงินเดือนเดือนละสี่พันห้าร้อย กินที่นี้แต่นอนที่บ้าน ทำงานเก้าโมงเช้าถึงสามทุ่ม”
ฉันคิดในใจ สี่พันห้าร้อย!
แต่ก่อนตอนเปิดร้านเล็กๆ เราสองคนสามีภรรยายุ่งกันทั้งวัน ก็ได้แค่วันละ 200 หยวน ยังต้องจ่ายค่าเช่าร้าน ค่าน้ำค่าไฟอีก
ตกเย็นเลิกงานกลับบ้าน ฉันมีรถไฟฟ้า ระยะทางก็ไม่ไกลนัก ครึ่งชั่วโมงก็ถึงบ้านแล้ว
แบบนี้ก็ดีแล้ว ค่าเทอมลูกมีทางออกเสียที ค่ายาของสามีก็ซื้อไหว
ฉันพยักหน้ารัวเหมือนจิกข้าวเปลือก “ได้ๆ!”
หลี่ซูเจวียนถามถึงสภาพครอบครัวฉันอีก ฉันก็ตอบตามจริง เธอกำชับข้อควรระวังอีกสองสามอย่าง ฉันก็ยังพยักหน้าเรื่อยๆ...
พอสัมภาษณ์เสร็จออกมา ท้องฟ้าก็เริ่มมืดครึ้มแล้ว เงาต้นไม้ในวิลล่าทอดลงบนกำแพงสีขาว เงียบสงบจนได้ยินแต่เสียงลม
ฉันเก็บชายเสื้อ เดินเบาๆ ไปที่ประตูใหญ่
กำธนบัตร 200 หยวนในกระเป๋ากางเกงไว้ จู่ๆ ฉันก็คิด คนขับรถบรรทุก ทำไมถึงมาอยู่ในวิลล่าของอาจารย์หลี่ได้?
“พี่สาว สมัครงานสำเร็จไหม?” เสียงผู้ชายหนุ่มๆ ดังกวนความคิดฉัน มองไปก็เห็นยามหนุ่มหน้าประตูคนนั้น
“ค่ะๆ” ฉันยิ้มพยักหน้าให้เขา แล้วเดินไปทางที่จอดรถไฟฟ้า...
