สองคนใกล้จะพ้นเขตป่าเขามาแล้ว
อูหลีหยุดอีกครั้ง ไฉเสี่ยวหมี่คิดว่าเขากำลังรอตนอยู่
นางเร่งฝีเท้าเดินไปจนถึงข้างกายเขา ทว่ากลับเห็นงูสีน้ำตาลแดงลายด่างเลื้อยออกจากปลายแขนเสื้อของเขา
ไฉเสี่ยวหมี่จำงูตัวนี้ได้ มันเคยเลื้อยขึ้นมาบนลำคอของนางโดยไม่มีเสียงแม้แต่น้อย
ทว่าบัดนี้ งูตัวหนาใหญ่ตัวนี้ออกจะเชื่องช้า พันรอบเอวคอดของอูหลี
ชายหนุ่มแม้จะสูงใหญ่ ดูโครงร่างก็กว้าง เอวกลับคอดได้สัดส่วนพอดี เส้นสายงดงาม
เขากระซิบกระซาบคาถาโบราณลี้ลับ ราวกับกำลังสั่งการอะไรบางอย่างแก่งูตัวนี้
ชั่วพริบตา งูตัวนั้นค่อย ๆ พองตัวกลายเป็นรูปเถาวัลย์ ประหนึ่งต้นไม้ประหลาดเปี๊ยะ
จากนั้น มันก็เริ่มออกแรงอย่างฉับพลัน
อูหลีกัดริมฝีปากอดทน
ไฉเสี่ยวหมี่เบิกตากว้างด้วยความไม่อยากเชื่อ
พี่ใหญ่ท่านจะทำอะไร? ทำร้ายตัวเองงั้นหรือ?
อูหลีครางเบา ๆ ในลำคอ
นางได้ยินเสียงเปรี๊ยะดังลั่น เป็นเสียงกระดูกซี่โครงหัก!
“อูหลี!” ไฉเสี่ยวหมี่ไม่คิดอะไรมาก คว้าเถาวัลย์ที่พันเอวเขาไว้แน่น แล้วกระชากออกสุดแรง
“เจ้าทำอะไร? รีบหยุดเดี๋ยวนี้! เจ้าไม่เอาชีวิตแล้วหรือ?”
“ไม่ตายหรอก” อูหลีขยับริมฝีปาก เกรงว่านางจะพุ่งเข้ามากอดเขาร้องไห้ฟูมฟายอีก จึงเอ่ยออกมาอย่างเก้ ๆ กัง ๆ “ไม่ต้องเป็นห่วง”
ขณะนั้นเอง งูที่กลายเป็นเถาวัลย์ก็คลายแรงลง
แลบลิ้นแล้วเลื้อยกลับเข้าไปในปลายแขนเสื้อของอูหลี
งูตัวใหญ่ขนาดนั้นทำให้ผ้าเสื้อนูนออกมาเป็นก้อน ครั้นนั้นมันก็ดิ้นไปมาสองสามที ผ้าเสื้อก็เรียบเหมือนหายไปในพริบตา
“ถึงจะไม่ตายก็เจ็บมากนะ! เจ้าบ้าหรือเปล่า? กระดูกซี่โครงหักไปแล้วนะ!”
อูหลีแสยะยิ้มซีดเผือดและเหี้ยมเกรียม “ก็จะให้มันหักนี่แหละ”
