ห้องรับรองส่วนตัวของคลับ แสงเย็นโทนหม่นจากเพดานสาดกระจายลงมา กลิ่นกำยานชาหอมอ่อน ๆ ลอยอบอวลอยู่ในอากาศ
จงเยว่นั่งเอนกายอยู่บนโซฟาหนังแท้ตัวใหญ่ ท่วงท่าสบาย ๆ ร่างกายท่อนบนจมลงไปเกือบครึ่ง ขายาวพาดบนมุมโต๊ะหินอ่อนอย่างไม่ใส่ใจ ปลายนิ้วเรียวยาวคีบแก้วเหล้าเย็นจัดไว้ น้ำสีอำพันเข้มไหวกระเพื่อมตามการขยับเพียงเล็กน้อย
บรรยากาศคืนนี้ชวนให้รู้สึกแปลก ๆ ไม่รู้ว่าอากาศแย่เกินไปหรือเปล่า ถึงทำให้อยากจามอยู่เรื่อย
โจวเฉิงถือแก้วเหล้าแบบเดียวกันเดินมาร่วมวง โน้มตัวเข้ามาชนแก้วแล้วพูดขึ้นว่า “ฉันได้ยินพี่ไป๋บอกว่านายไม่มาเมาเหล้า คืนนี้เลยไม่ได้เรียกสาว ๆ ที่ถูกใจนายมาสักกี่คน”
เบอร์โทรของโจวเฉิงถูกบล็อก เขาจึงต้องไหว้วานเพื่อนสนิทอีกคนให้ช่วยติดต่อไปมา ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายถ่ายทอดคำพูดผิด หรือจงเยว่เปลี่ยนใจเอากะทันหันกันแน่ ถึงได้โผล่มาที่คลับซึ่งไม่ได้เห็นเขามานานแล้วอย่างน่าแปลกใจ
“คิดถึงพวกนาย เลยแวะมาดูหน่อย” จงเยว่จิบเหล้า ริมฝีปากบางขยับพึมพำ น้ำเสียงคลุมเครือ ท่าทีแฝงความเจ้าชู้
บนโซฟาเดี่ยวอีกฝั่ง ไป๋จิ้นนั่งตัวตรงกว่า แต่ก็ดูหมดเรี่ยวแรงไม่ต่างกัน สีหน้าเย็นชาห่างเหิน ไม่แยแสสิ่งรอบข้าง น้ำเสียงเย็นใสราวสายน้ำ “มาทำไม นายไม่ใช่ว่าอยากอยู่กินมื้อเย็นกับภรรยาเหรอ”
“ใครบอกว่าฉันอยากกินข้าวกับเธอ ฉันไม่เคยพูดสักหน่อย”
จงเยว่ก็ไม่เคยพูดเหมือนกันว่าที่ไม่มาดื่มเหล้าฝั่งนี้เพราะแต่งงานแล้ว
แต่ไป๋จิ้นเป็นคนประหลาด ชอบพูดอะไรชวนขนลุกขึ้นมาอย่างไม่ทันตั้งตัว ทั้งที่สีหน้าเรียบเฉย ราวกับทุกอย่างสงบดี “เขียนอยู่บนหน้านายไง”
จงเยว่ถาม “บนหน้าฉันมีตัวหนังสือด้วยเหรอ เขียนว่าอะไร”
ไป๋จิ้นตอบ “ไม่อยากดื่มเหล้า อยากกินข้าวกับภรรยา”
