ลู่เหมยมาถึงคณะนาฏศิลป์แล้วถึงได้เห็นข้อความที่จงเยว่ส่งมาเมื่อคืน
【ยังอยู่บ้านพ่อแม่เหรอ? เมื่อไหร่จะกลับ?】
ไม่มีข้อความอื่นส่งตามมาอีก
หลังแต่งงานกับจงเยว่ ทั้งคู่แทบไม่คุยกันในวีแชต หากไม่มีธุระสำคัญก็ไม่โทรศัพท์หากัน โดยปกติจะมีเวลาคุยกันสองสามคำก็ตอนเลิกงานและกลับถึงบ้านในช่วงค่ำ
ตัวหนังสือถ่ายทอดความรู้สึกได้จำกัด ลู่เหมยจึงมองไม่ออกว่าจงเยว่กำลังคิดอะไรอยู่ ดูเหมือนเขาเองก็ไม่ได้ตั้งใจจะให้เธอมองออก คำถามของเขาเป็นไปตามมารยาท ไม่มีแม้แต่สติกเกอร์สักอัน
ลู่เหมยอยู่ที่ตระกูลซ่งมาสองสามวันแล้ว นับว่าสบายใจอยู่ แต่ก็รู้ว่าการอยู่บ้านพ่อแม่ไปนาน ๆ ไม่ใช่เรื่องเหมาะสม จึงตอบกลับไปอย่างอ้อมค้อมว่า【อีกสองสามวัน】
เสียงเร่งของเพื่อนร่วมคณะดังขึ้นจากด้านหลัง “ลู่เหมย ได้เวลาซ้อมแล้ว รีบมาหน่อย”
“อ๋อ มาแล้ว” ลู่เหมยรีบวางโทรศัพท์
วันแสดงใกล้เข้ามาทุกที สมาชิกทั้งคณะจึงเร่งฝึกซ้อมกันเต็มที่ นี่เป็นการแสดงอย่างเป็นทางการครั้งแรกของลู่เหมยกับคณะนาฏศิลป์เมืองจิงเป่ย เธอจึงให้ความสำคัญมาก ทุกครั้งที่ซ้อมไม่เคยขาด อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในสมาชิกที่ใช้เวลาฝึกเต้นมากที่สุด
บางครั้งเพื่อนร่วมคณะก็แซวว่าเธอตั้งใจยิ่งกว่านักเต้นหลักอันดับหนึ่งเสียอีก
บัลเลต์ที่พวกเธอฝึกคือเรื่อง “จีเซลล์” ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มบัลเลต์ที่มีความยากสูง ไม่เพียงทดสอบการประสานท่วงท่าของนักเต้นหลักและการทำงานเป็นทีมเท่านั้น แต่ยังต้องถ่ายทอดอารมณ์ได้อย่างเต็มเปี่ยม เพราะเป็นการแสดงที่ดัดแปลงมาจากเรื่องราวโศกนาฏกรรม
จีเซลล์ นางเอกของเรื่อง เดิมเป็นสาวชาวนาผู้หนึ่ง เธอถูกพระเอกซึ่งปกปิดชาติกำเนิดที่แท้จริงหลอกลวง จนตกหลุมรักเขา ต่อมาพระรองเปิดโปงคำโกหกของพระเอก เผยความจริงว่าเขามีคู่หมั้นอยู่แล้ว นางเอกจึงได้รับความกระทบกระเทือนอย่างหนัก หัวใจแตกสลายและสิ้นใจลง
