ใกล้เที่ยงแล้ว ลู่เหมยถึงได้เห็นข้อความที่จงเยว่ส่งมา
ถ้าเขาไม่เตือน เธอคงลืมเรื่องนี้ไปแล้ว
ถึงเขาจะเตือน เธอก็ไม่ได้คิดจะทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ ถึงขั้นไปขอดูกล้องวงจรปิด
แค่เธอไม่ใส่ใจก็พอแล้ว
แต่เดิมเธอก็ไม่ควรใส่ใจอยู่แล้ว
ลู่เหมยพิมพ์สองคำว่า: ช่างเถอะ
แต่ตอนกำลังจะส่ง เธอก็นึกได้ว่าอีกฝ่ายคงไม่ยอมรามือง่าย ๆ จึงลังเลอยู่นาน ก่อนลบสองคำนั้นทิ้ง สุดท้ายก็ไม่ได้ตอบอะไร ทำเป็นไม่เห็นไปเสียก็แล้วกัน
ผ่านไปครู่หนึ่ง จงเยว่ก็ถามมาอีก: 【อ่านแล้วไม่ตอบ?】
ลู่เหมยตกใจจนเกือบทำโทรศัพท์หลุดมือ
ผู้ชายคนนี้มีสัมผัสพิเศษจริง ๆ หรือไง ทำไมถึงรู้อะไรไปหมด
ลู่เหมย: 【เปล่า ฉันเพิ่งหยิบโทรศัพท์มาดู】
จงเยว่: 【ดูภาพจากกล้องหรือยัง?】
ลู่เหมย: 【ต้องยื่นเรื่องขอดูจากคณะนาฏศิลป์ก่อน ฉันเป็นแค่พนักงานธรรมดา ถ้าไม่ได้เกิดเรื่องร้ายแรง คณะนาฏศิลป์คงไม่ให้ฉันดูหรอก】
จงเยว่: 【งั้นเธอจะปล่อยให้ฉันถูกใส่ร้ายต่อไปหรือไง?】
ลู่เหมย: 【ฉันเชื่อคุณแล้วไม่ได้เหรอ?】
เธอไม่อยากเสียเวลาพูดเรื่องเล็กน้อยนี้กับเขาแล้ว
จงเยว่คงจับได้ว่าเธอคิดว่าเรื่องน้อยก็ปล่อยผ่านไปดีกว่า จึงไม่ได้ตอบอะไรอีก
ถึงอย่างไรคนเราก็ยากจะเชื่อว่าคนเลวจะกลับตัวเป็นคนดีได้
เมื่อวานเขาถูกสาว ๆ หน้าตาดีวัยเยาว์รายล้อมอยู่จริง ๆ และเขาก็ไม่ได้ปฏิเสธเวลาพวกเธอพูดคุยหยอกล้อกันจริง ๆ ด้วย ถ้าไม่มีภาพจากกล้องมายืนยันบทสนทนาของพวกเขา เขาก็คงอธิบายแก้ต่างให้ตัวเองได้ยาก
ลู่เหมยไม่ได้ไม่เชื่อเขา แต่ก็ไม่ได้เลือกที่จะเชื่อ เธอเลือกใช้วิธีคลุมเครือแล้วทำเป็นมองข้ามไป
สิ่งเดียวที่ทำให้เธอได้ทบทวนตัวเองคือ
