อาจเพราะในใจอัดอั้นด้วยความขุ่นเคือง แม้ถูกจับได้ว่าพูดให้เขาเสียหาย ลู่เหมยก็ยังสงบนิ่ง ไม่แสดงท่าทีลนลานแม้แต่น้อย เธอปรายตามองเขา ก่อนเดินอ้อมไปอย่างเฉยชา ราวกับไม่เห็นอะไรทั้งนั้น
จงเยว่ไม่เพียงรั้งเธอไว้ไม่ทัน แต่ยังถูกเธอค้อนใส่อีกด้วย เพียงชั่วครู่ทั้งคู่ก็ทิ้งระยะห่างกันเจ็ดแปดเมตร เขากำลังจะตามไป ทันใดนั้นก็มีเสียงผู้หญิงร้องขึ้นอย่างประหลาดใจจากด้านในประตู
“ลู่เหมย ทำไมถึงลืมกระเป๋าไว้ล่ะ?”
หญิงสาวที่วิ่งตามออกมายังสวมชุดฝึกซ้อม ดูก็รู้ว่าเป็นสมาชิกคณะเต้นรำเดียวกัน
จงเยว่รับกระเป๋ามาอย่างเป็นธรรมชาติ “ให้ผมเถอะ ผมเอาไปให้เธอเอง”
“อ๋อ ขอบคุณนะ” อวิ๋นตัวเอ่ยขอบคุณอย่างสุภาพ ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าคำพูดของชายหนุ่มรูปหล่อมีความหมายแฝง “คุณจะเอาไปให้เธอเหรอ? คุณเป็นอะไรกับลู่เหมยกันแน่?”
“ผมอยู่บ้านเดียวกับเธอ คุณคิดว่าผมเป็นอะไรกับเธอล่ะ”
จงเยว่ไม่คิดปิดบังความสัมพันธ์ของพวกเขา เมื่อครู่เธอทำเป็นไม่รู้จักเขา เขาก็ยิ่งจงใจเปิดเผยความสัมพันธ์ให้ชัดเจน
เขาตามอยู่หลายนาที กว่าจะไล่ทันฝีเท้าของเธอ
ปกติเห็นเธอเดินไม่เร็วสักหน่อย ทำไมวันนี้ถึงผิดปกติขนาดนี้ เดินเร็วก็ว่าแล้ว จงเยว่เรียกเธอติดกันหลายครั้ง เธอก็ไม่ยอมหันกลับมา
จนถึงริมถนน ลู่เหมยถึงหยุดเดิน
ไม่ใช่เพราะรอเขา
และไม่ใช่เพราะรอให้เขาขับรถมารับ
แต่เพราะเพิ่งรู้ว่ากระเป๋าหายไป โทรศัพท์ของเธอก็ยังอยู่ในนั้นด้วย
จงเยว่ขับรถมาจอดข้างเธอ ลดกระจกลง แล้วเอ่ยเสียงทุ้ม “ถึงจะอยากหลบหน้าผม ก็ไม่เห็นต้องลืมกระเป๋าไว้เลย ถ้าผมไม่มารับ คืนนี้คุณกะจะนอนข้างถนนหรือไง?”
ลู่เหมยเห็นกระเป๋าของตัวเองอยู่บนเบาะข้างคนขับ จึงยื่นมือไปหยิบ แต่เขาไวกว่า คว้ากระเป๋าไว้ก่อน แล้วชูมือที่ถือกระเป๋าขึ้นแตะเบาะเป็นเชิงบอกให้เธอขึ้นรถ
เมื่อถูกทั้งขู่ทั้งล่อ ลู่เหมยก็ยอมขึ้นรถอยู่ดี สิ่งแรกที่ทำคือแย่งกระเป๋าคืนมา กอดไว้ในอ้อมแขนราวกับเด็กน้อย ดวงตากลมโตเบิกกว้าง “ถ้าคุณไม่มารับ ฉันก็เดินกลับเองได้”
“อืม เดินตั้งหลายสิบลี้กลับบ้าน พอขาชาก็ร้องงอแงอีก”
“คุณนั่นแหละที่ร้องงอแง”
