ฟ้าฝนเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ทันตั้งตัว ก่อนพลบค่ำยังไร้ลมไร้ฝน เพียงพริบตาเดียวสายลมกรรโชกก็พัดโหม เมฆหนาทึบกลืนกินแสงตะวัน ฝนฤดูใบไม้ร่วงเทกระหน่ำราวสายน้ำไหลเชี่ยว
ห้องรับแขกของคฤหาสน์ตระกูลซ่งยังสว่างไสว ลู่เหมยได้ยินเสียงหัวเราะพูดคุยครื้นเครงทันทีที่ลงมาจากชั้นบน
ซ่งเจียนีสวมชุดกระโปรงเจ้าหญิงทรงพองฟูสไตล์ราชสำนักยุโรป เขย่งปลายเท้าหมุนตัวสองรอบหน้ากระจก งดงามอ่อนช้อยราวผีเสื้อสีสันสดใส เธอถามด้วยน้ำเสียงร่าเริงว่า “แม่ว่าชุดนี้สวยไหมคะ?”
“สวยสิ ลูกแม่ใส่อะไรก็สวย” แม่ซ่งเอ่ยชม “ทั้งรูปร่างทั้งหน้าตาของลูก ผู้ชายคนไหนเห็นก็ต้องชอบ”
“แต่คุณชายจงไม่ใช่ผู้ชายธรรมดานี่คะ ใคร ๆ ก็พูดว่าเขามีแฟนมากกว่าดวงดาวบนฟ้าเสียอีก ไม่รู้ว่าเขาจะถูกใจหนูหรือเปล่า”
ซ่งเจียซินพี่สาวคนโตเอ่ยขึ้นมาลอย ๆ “ถ้าคืนนี้เขาใส่ผ้าปิดตา บางทีอาจจะถูกใจเธอก็ได้”
ซ่งเจียนีชะงักไปสองวินาทีกว่าจะเข้าใจ เธอโกรธจนกระทืบเท้า ก่อนจะกอดแขนแม่ซ่งแล้วออดอ้อนฟ้อง “แม่คะ พี่ใหญ่เหน็บแนมหนูอีกแล้ว”
รักลูกก็รักเท่ากันทั้งฝ่ามือและหลังมือ แม่ซ่งจึงไม่รู้จะพูดอะไร ได้แต่เดินไปตบหลังซ่งเจียนีเบา ๆ พร้อมช่วยจัดเสื้อผ้าให้ “พวกเธอสองพี่น้องพูดกันให้น้อยหน่อยได้ไหม? ทะเลาะกันทุกวันจนแม่ปวดหัวไปหมดแล้ว”
ซ่งเจียซินแค่นเสียงเบา ๆ พลางจัดแต่งทรงผมอย่างไม่รีบร้อน
ต่างจากชุดเจ้าหญิงสีสันฉูดฉาดของน้องสาวคนรอง การแต่งตัวของซ่งเจียซินเรียบหรูและมีรสนิยมกว่า เสื้อกั๊กถักสีเขียวอ่อนบาง ๆ จับคู่กับกระโปรงลายตาราง ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าอบอวลด้วยกลิ่นอายวินเทจแบบฝรั่งเศส
กลิ่นน้ำหอมราคาแพงของทั้งสองคนลอยอบอวลอยู่ในอากาศ
พ่อซ่งเองก็สวมชุดสูทเนี้ยบกริบ เขายกมือเรียกทุกคน “มากันครบแล้วใช่ไหม? ไปกันได้แล้ว รีบไปถึงหน่อย จะได้สร้างความประทับใจดี ๆ ให้คนตระกูลจง”
แม่ซ่งเดินตามไป “พวกเราเตรียมพร้อมแล้ว ไปกันเถอะ”
“เดี๋ยวก่อนค่ะ” ซ่งเจียนีฮึดฮัด ก่อนหันไปเชิดคางแล้วชี้ไปทางบันได “ทำไมพวกเราถึงลืมน้องสามอีกแล้วล่ะคะ?”
“ลู่เหมย? ทำไมเพิ่งลงมา?” พ่อซ่งมองลู่เหมยด้วยสีหน้าเหมือนผิดหวังที่สอนไม่ได้ดั่งใจ “ฉันไม่ได้บอกให้ใส่เสื้อผ้าดี ๆ หรือไง? แต่งตัวแบบนี้มันอะไรกัน? จะรีบไปเป็นแม่บ้านให้ใครหรือไง?”
ลู่เหมยจับราวบันไดแล้วค่อย ๆ เดินลงมา ก้มมองเสื้อผ้าของตัวเอง
ก็เหมือนทุกครั้ง เสื้อฮู้ดกับกางเกงยีนส์
“หนูไม่มีเสื้อผ้าชุดอื่นแล้วค่ะ” เธอตอบตามตรง
“เธอ...” พ่อซ่งกำลังจะพูดต่อ แต่ก็นึกขึ้นได้ว่าตนไม่เคยให้เงินค่าขนมหรือเงินซื้อเสื้อผ้ากับเครื่องประดับแก่ลู่เหมยเลย
ลู่เหมยเป็นเพียงลูกนอกสมรสคนหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องเลี้ยงดูอย่างประคบประหงม ที่รับเธอกลับบ้านก็แค่เพื่อป้องกันไม่ให้คนนอกเอาไปนินทาว่าเขาไม่เห็นแก่สายเลือดเดียวกัน
“พอแล้ว เลิกพูดไร้สาระ รีบขึ้นรถ ฉันกับแม่เธอจะนั่งคันหนึ่ง ส่วนพวกเธอสามพี่น้องนั่งอีกคัน”
ตระกูลซ่งมีเส้นสายในเมืองจิงเป่ยไม่มากนัก ที่บ้านมีรถแค่สองคัน แถมยังเป็นรถเก๋งธรรมดา
ลู่เหมยถูกจัดให้นั่งเบาะข้างคนขับ ส่วนพี่สาวทั้งสองนั่งเบาะหลัง
ซ่งเจียนีที่นั่งด้านหลังหยิบกระจกขึ้นมาเติมลิปสติกทันทีที่ขึ้นรถ พลางบ่นจุกจิก “อากาศที่เมืองจิงเป่ยแย่จริง ๆ ฝนตกทีไรก็ตกนานทุกที รองเท้าหนังแกะของฉันโดนน้ำไม่ได้นะ”
ซ่งเจียซินสวมหูฟัง สีหน้าเต็มไปด้วยความรังเกียจ “เรื่องมากชะมัด”
“เธอ!” ซ่งเจียนีไม่คิดจะถือสาพี่สาวคนโต จึงใช้เท้าเตะเบาะที่นั่งข้างคนขับ “เป็นเพราะนังสารเลวอย่างเธอทำเสื้อผ้าฉันเสียหายแท้ ๆ ฉันถึงต้องใส่ชุดกับรองเท้าคู่นี้”
ลู่เหมยเงียบ ไม่คิดจะทะเลาะกับพวกเธอ
ซ่งเจียนีเตะไปสองครั้งก็หยุด เพราะกลัวรองเท้าหนังแกะราคาแพงของตัวเองจะเสียหาย แต่ความขุ่นเคืองในอกยังไม่จาง เธอจึงเตะเบาะคนขับอีกที
คนขับรับรู้ได้ แต่ไม่รู้ว่าเธอต้องการอะไร จนกระทั่งมีข้อความเข้ามาในโทรศัพท์อีกข้อความหนึ่ง 【จอดรถ ไล่เธอลงไป】
คนขับมองออกไปข้างนอกอย่างลำบากใจ ฝนตกหนัก อากาศก็หนาวเย็น หากทิ้งใครไว้กลางทางแบบนี้ มีหวังคงหนาวจนป่วยแน่
เขาไม่อยากทำ แต่ก็กลัวตกงาน
ปกติลู่เหมยไม่ได้รับความรักใคร่ในบ้าน แถมยังถูกกลั่นแกล้งอยู่บ่อย ๆ แต่เธออารมณ์ดีและปฏิบัติต่อคนทำงานอย่างเป็นมิตร คนขับจึงไม่อยากทำให้เธอลำบากใจเกินไป เขาขับต่อไปอีกช่วงหนึ่ง ก่อนจะจอดรถอย่างลังเล
ซ่งเจียซินกับลู่เหมยต่างไม่เข้าใจ จึงถามขึ้นว่า “มีอะไรหรือ?”
คนขับไม่กล้าเงยหน้าสบตาพวกเธอ “ล้อ...ล้อรถเหมือนจะติดก้อนหินครับ”
“แล้วจะทำยังไง?” ซ่งเจียซินถอดหูฟัง สีหน้าเย็นชา “ขับรถเป็นหรือเปล่า? พรุ่งนี้ไม่ต้องมาแล้ว”
“ก็แค่อุบัติเหตุเล็กน้อย เรื่องแบบนี้ใครจะไปรู้ล่วงหน้า” ตรงกันข้ามกับนิสัยฉุนเฉียวที่สุดในบ้าน ซ่งเจียนีกลับทำตัวเป็นคนใจดี เธอทำทีเป็นจริงเป็นจังแล้วผลักเบาะข้างคนขับเบา ๆ “เธอ ลงไปดูสิ”
ลู่เหมยถาม “หนูลงไปเหรอคะ?”
“ลงไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วบอกให้คนขับถอยรถ” ซ่งเจียนีว่าอย่างเป็นธรรมชาติ “ถ้าเธอไม่ลงไป จะให้พี่กับพี่ใหญ่ลงไปหรือไง?”
ลู่เหมยพอเดาได้ว่าซ่งเจียนีต้องคิดไม่ซื่ออยู่แน่
ถึงอย่างนั้นเธอก็ลงจากรถ
ฝนข้างนอกตกหนักมาก ทันทีที่เท้าแตะพื้น เธอก็เหยียบลงไปในน้ำ ความเย็นชื้นซึมผ่านฝ่าเท้า
เธอยังไม่ทันหันไปหยิบร่ม ประตูรถก็ปิดลงฉับพลัน เพียงพริบตาเดียว รถที่เมื่อครู่ยังจอดเสียอยู่ก็เหมือนติดเครื่องเต็มกำลัง พุ่งทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว
น้ำที่ล้อรถสาดกระเซ็นเปียกเสื้อผ้าครึ่งตัวของเธอ
สายฝนเทลงมาจากฟ้าอย่างไร้ปรานี
ลมหนาวหอบเอาความเย็นชื้นซึมลึกเข้าไปถึงกระดูก
เธอไม่ได้ถูกแกล้งแบบนี้เป็นครั้งแรก
ลู่เหมยเหมือนจะชินเสียแล้ว เธอไม่ได้ร้องไห้ฟูมฟาย เพียงเงียบ ๆ กวาดตามองรอบตัวที่มืดสลัว ไม่รู้ว่ามาถึงกลางเนินเขาตั้งแต่เมื่อไร แถวนี้คงไม่มีรถผ่าน นอกจากรถที่มุ่งหน้าไปคฤหาสน์ตระกูลจง
ไม่รอให้รถที่ผ่านทางช่วยรับไป ก็ต้องหาที่หลบฝน
ฝนเย็นฉ่ำยังคงตกลงมาไม่หยุด ภาพตรงหน้าพร่ามัวขึ้นเรื่อย ๆ
ท่ามกลางม่านฝนขุ่นมัว รถสปอร์ตสีแดงฉูดฉาดแล่นฝ่าลำแสงสีเหลืองสลัวจากเสาไฟ ทะลุหมอกหนาทึบมาพร้อมเสียงเครื่องยนต์ทุ้มต่ำ ราวกับปรากฏขึ้นจากฟากฟ้า ก่อนจอดลงด้านหลังเธอ
ประตูรถเปิดออกโดยอัตโนมัติ
ร่มสีดำกางออก ชายหนุ่มก้าวลงจากรถอย่างไม่รีบร้อน ทุกอิริยาบถเรียบง่าย ภายใต้แสงไฟที่สาดส่อง เขาดูราวกับภาพยนตร์ที่ฉายเป็นฉากยาว ทุกภาพจำสลักลึกลงในใจได้
ทั้งคู่ยืนอยู่ท่ามกลางสายฝนเหมือนกัน คนหนึ่งเปียกโชกจนมอมแมม ส่วนอีกคนกลับสะอาดหมดจด เป็นคุณชายผู้สง่างามและสุขุม
จงเยว่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย สายตาลึกล้ำทอดมองใบหน้าซีดเซียวและเหม่อลอยของเธออย่างไม่ปิดบัง เสียงของเขาลอดผ่านเสียงฝนพรำมาอย่างทุ้มต่ำ เนือยเฉื่อย และสั้นกระชับ “ขึ้นรถ”
แม้จะขึ้นมานั่งในรถแล้ว ไออุ่นจากเครื่องปรับอากาศจะทำให้ร่างกายกลับมาอบอุ่นขึ้น ลู่เหมยก็ยังตั้งสติได้ไม่เต็มที่ ถึงกับลืมคาดเข็มขัดนิรภัย เธอนั่งเหม่อมองชายหนุ่มที่ขับรถอยู่ข้าง ๆ
จงเยว่ยังคงมองตรงไปยังกระจกหน้ารถและม่านฝน ราวกับมีตาอีกคู่ที่จับสังเกตท่าทางเล็ก ๆ น้อย ๆ ของเธอได้ นิ้วยาววางอยู่บนพวงมาลัย ลำคอขยับพร้อมเสียงหัวเราะแผ่วเบา “มองอะไร?”
ลู่เหมยเอ่ยเสียงเบา “เอ๊ะ? ฉัน...”
“ถึงลุงจะหน้าตาดี ก็จ้องลุงตลอดเวลาไม่ได้หรอกนะ”
“คุณ...ดูอายุไม่มาก ไม่น่าเหมือนลุงเลยค่ะ” เธอตอบอย่างจริงใจ
“งั้นเหรอ แล้วคราวก่อนเรียกฉันว่าลุงทำไม?”
“ฉัน? คราวก่อนเหรอคะ?”
เธอจ้องใบหน้าของเขา แล้วจู่ ๆ ก็นึกอะไรขึ้นมาได้
เขาก็คือผู้ชายสวมแว่นกันแดดที่บอกทางเธอคนนั้นนี่นา!
ตอนแรกเธอนึกว่าเป็นลุงมาเฟียเสียอีก ไม่คิดเลยว่าเขาจะยังหนุ่มขนาดนี้ แถมหน้าตายังหล่อมากด้วย
เครื่องหน้าสมบูรณ์แบบ สันจมูกโด่งเป็นคม แนวกรามชัดเจน หางตาที่เชิดขึ้นตามธรรมชาติเพิ่มความเจ้าเล่ห์ติดตัวมาแต่กำเนิด ใบหน้าหล่อเหลาโดดเด่นจนแทบมีรังสีคุกคาม เกินกว่าจะเป็นคนธรรมดา
เธออธิบายเสียงอ้อมแอ้ม “คราวก่อน...คุณใส่แว่นกันแดด ฉันมองไม่ชัด เลยนึกว่าคุณเป็นหัวหน้าแก๊งมาเฟีย”
ก็ใครใช้ให้ลูกน้องสองคนข้างกายเขาพูดเจื้อยแจ้วไม่หยุด แถมยังเรียกเขาว่าหัวหน้าแก๊งกันล่ะ
จะโทษเธอที่เข้าใจผิดก็ไม่ได้
“ในเมื่อคิดว่าฉันเป็นหัวหน้าแก๊งมาเฟีย แล้วทำไมยังขึ้นรถฉัน?” จงเยว่ถาม “ไม่กลัวว่าฉันจะเอาเธอไปขายหรือไง?”
“คง...คงไม่หรอกมั้งคะ?” หัวใจลู่เหมยกระตุกวูบ เธอกวาดตามองตัวรถ “คุณขับรถสปอร์ต น่าจะไม่ใช่พวกค้ามนุษย์หรอกค่ะ”
“เธอรู้ได้ยังไงว่ารถสปอร์ตคันนี้ไม่ได้ซื้อด้วยเงินที่ได้จากการขายคน?”
ลู่เหมยเงียบไป
เธอกำโทรศัพท์แน่นเงียบ ๆ อยากโทรแจ้งตำรวจ แต่ก็ยังพยายามใช้ความรักเปลี่ยนใจคนร้าย จึงพูดด้วยเสียงอ่อนหวานว่า “ฉันว่าคุณน่าจะเป็นคนดีนะคะ”
ปากพูดแบบนั้น แต่หน้าผากของเด็กสาวกลับมีเหงื่อซึมด้วยความกลัว
จงเยว่ชินกับการถูกสาว ๆ ด่าว่าเป็นคนเลวและผู้ชายเจ้าชู้มานานแล้ว นี่เป็นครั้งแรกที่ได้ยินคำชมว่าเป็นคนดีจากปากเด็กสาว ความคิดอยากแกล้งเธอจึงยิ่งเพิ่มขึ้น “เธอเดาผิดแล้ว ฉันเป็นคนเลว ตอนนี้ก็ขายเธอได้เลย”
“อย่า...คุณรู้ไหมว่าฉันเป็นใคร...ฉันเป็นคุณหนูตระกูลซ่งนะคะ” ลู่เหมยบอกชื่อบ้านอย่างกระวนกระวาย “ถึงคุณอาจจะไม่เคยได้ยิน แต่คุณต้องรู้จักตระกูลจงแน่...”
จงเยว่ตอบอย่างไม่ใส่ใจ “ตระกูลจงทำไม?”
“ตระกูลจงกับตระกูลซ่งกำลังจะเป็นทองแผ่นเดียวกันค่ะ” ลู่เหมยพูดอย่างมีเหตุผล “คุณชายใหญ่ตระกูลจง จงเยว่ เขาจะเป็นพี่เขยคนรองในอนาคตของฉัน คนในแวดวงจิงเฉิงคงรู้จักจงเยว่กันทุกคนใช่ไหมคะ?”
จงเยว่ทอดเสียงยาวอย่างเชื่องช้า “ขอโทษที ฉันไม่ค่อยรู้อะไรเลย จงเยว่เป็นใครเหรอ?”
