ลู่เหมยมาถึงคณะบัลเลต์ค่อนข้างสาย โชคดีที่ไม่มีระบบลงเวลา ขอแค่ไม่ให้ครูเห็น แอบอู้บ้างเป็นครั้งคราวก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่เท่าไร เพราะถ้าแอบกินขนมแล้วถูกจับได้ โทษหนักกว่ามาสายเสียอีก
ช่วงซ้อมรวมของคณะอยู่ตอนบ่าย ตอนเช้าทุกคนแยกกันฝึกในห้องซ้อม บ้างยืดขา บ้างแอ่นตัว บ้างยืดหลังเท้า บรรยากาศค่อนข้างสบาย ๆ
ลู่เหมยเปลี่ยนรองเท้ากับชุดซ้อมแบบวันพีซเรียบร้อยแล้ว ก็เดินไปที่ราวฝึกไม้ มือหนึ่งจับราวไว้ ขาขวายืนมั่นคงบนพื้น ส่วนขาซ้ายค่อย ๆ ยกขึ้น เตะสูงจนแตะราวชั้นบน ปลายเท้าเหยียดตึงจนสุด
ร่างกายของเธอยืดหยุ่นดี เหมาะกับการเต้นมาก เริ่มฝึกเต้นตั้งแต่เด็ก จึงท้าท่าที่ยากได้สบาย แต่ความเข้าใจในท่วงท่ายังไม่ดีนัก ครูเคยบอกว่า การเต้นของเธอขาดความรู้สึก
ก่อนหน้านี้ตอนอยู่ที่นครเซี่ยงไฮ้ เธอเคยเป็นนักเต้นนำ การแสดงก็ราบรื่นดี ทว่ากลับไม่ทิ้งภาพจำให้ผู้ชม ราวกับหุ่นยนต์เย็นชาที่ทำได้แค่หมุนตัวกับกระโดดวนไปมา แม้จะดูเพลินตา แต่เนื้อหากลับจืดชืด
หลังยืดขาเสร็จ ลู่เหมยก็ช่วยสมาชิกในคณะยืดหลังให้กันและกัน
เพื่อนร่วมคณะคนหนึ่งเพิ่งยืดหลังเสร็จก็ร้องครวญ “โอ๊ย ทำไมฉันมีพุงน้อย ๆ แล้วล่ะ แย่แล้ว ๆ ช่วงนี้กินเยอะอีกแล้วแน่เลย”
“มะรืนก็ถึงวันชั่งน้ำหนักแล้วนะ รีบห้ามใจตัวเองหน่อยสิ ไม่อย่างนั้นถ้าครูจับได้ก็โดนลงโทษอีกหรอก”
“สวรรค์เจ้าขา ประทานร่างกายที่กินเท่าไรก็ไม่อ้วนให้ฉันทีเถอะ”
“นั่นก็ลู่เหมยไง กินเท่าไรก็ไม่อ้วน หน้าท้องไม่มีเนื้อสักนิด น่าอิจฉาจะตาย”
ลู่เหมยถูกพวกเธอพูดถึงจนเขินนิด ๆ
ที่จริงเธอก็อ้วนง่ายเหมือนกัน เพิ่งมาอยู่ตระกูลจงได้ไม่กี่วัน เธอก็กินจนอ้วนขึ้นแล้ว
ยังดีที่พุงไม่ได้โตขึ้น ยังแบนราบเหมือนเดิม
เธอยืดตัวตรงหน้ากระจก แล้วใช้นิ้วกดหน้าท้องตัวเองเบา ๆ
ท่าทางนี้กลับทำให้ความทรงจำบางอย่างผุดขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว ราวกับถูกไฟฟ้าช็อต
จงเยว่ก็เคยทำแบบนี้ มือหนึ่งกดลงบนหน้าท้องของเธอ...
หลังมือของเขาขาวเย็น ปลายนิ้วออกแรงจนเส้นเลือดสีเขียวจาง ๆ ตรงข้อมือผุดขึ้นตามแนวกระดูก เส้นเอ็นเห็นชัด แต่ไม่ได้ดูหุนหันแบบผู้ชาย กลับนุ่มนวลและสำรวม
