คืนก่อนวันเกิดอายุครบ 18 ปี หมอตำแยเหมียวบอกให้ฉันเข้านอนแต่หัวค่ำ
แต่หลังจากเธอออกไป ฉันกลับแอบตามไปเงียบ ๆ
หมอตำแยเหมียวไปพบผู้ชายคนหนึ่ง
ฉันได้ยินเธอพูดกับเขาว่า “พอเลยเที่ยงคืน เธอก็จะบรรลุนิติภาวะแล้ว ถ้ายังปลุกกลิ่นหอมในตัวเธอออกมาไม่ได้ก็จะสายเกินไป”
กลิ่นหอม? กลิ่นหอมอะไรกัน?
ผู้ชายคนนั้นถามว่า “คุณมีวิธีหรือ”
“ทำให้เธอเสียพรหมจรรย์” หมอตำแยเหมียวคล้ายตัดสินใจครั้งสำคัญ ก่อนลดเสียงลง “ตอนนั้นแม่ของเธอก็ถูกทำให้เสียพรหมจรรย์ กลิ่นหอมถึงได้ถูกปลุกขึ้นมา น่าเสียดายที่...”
ฉันตกใจจนแทบสิ้นสติ
หมอตำแยเหมียวจะให้ผู้ชายคนนี้ทำให้ฉันเสียพรหมจรรย์คืนนี้!
แล้วพวกเขาจะใช้กลิ่นหอมตามหาอะไร? และเสียดายเรื่องอะไรกัน?
แต่ฉันไม่มีเวลาแล้วที่จะหาคำตอบให้กับคำถามเหล่านี้
ฉันต้องหนี
ถ้าไม่หนีตอนนี้ก็ไม่ทันแล้ว
ขณะที่ฉันกำลังคิดว่าจะหนีอย่างไร ด้านนอกก็พลันมีเสียงเอะอะดังขึ้น
ฉันได้ยินคนตะโกนว่า “ศาลเจ้าเจ้าแม่ธูปหอมไฟไหม้! รีบไปช่วยกันดับไฟ!”
หมอตำแยเหมียวกับผู้ชายคนนั้นก็ได้ยินเสียงตะโกนเช่นกัน
สีหน้าหมอตำแยเหมียวเปลี่ยนไปทันที “ศาลเจ้าเจ้าแม่ธูปหอมไฟไหม้ได้ยังไง? เมิ่งชิง! ไปช่วยเมิ่งชิงก่อน! อย่าให้มีรอยแผลบนตัวเธอเด็ดขาด!”
เมิ่งชิงคือชื่อของแม่ฉัน
ทุกคนต่างมุ่งหน้าไปยังศาลเจ้าเจ้าแม่ธูปหอม
ฉันเองก็เงยหน้ามองไปทางศาลเจ้า
ตอนนี้แสงไฟสว่างวาบอยู่ทั่วบริเวณนั้น ประกายไฟนับไม่ถ้วนร่วงลงมาพร่างพรายราวกับดอกไม้ไฟที่เบ่งบาน
ท่ามกลางความชุลมุนนี้ ประกายไฟกลุ่มหนึ่งกลับพุ่งตรงมาทางฉัน ก่อนจะกลายเป็นเงาผีเสื้อสีทองตรงหน้า มันกระพือปีกไม่หยุด
ผีเสื้อ!
นี่คือผีเสื้อนำทางที่แม่บอกว่าจะพาฉันออกจากหุบเขาได้!
ขอบตาฉันร้อนผ่าวขึ้นมาทันที
แม่ใช้วิธีนี้ดึงดูดสายตาของทุกคนในหมู่บ้าน เพื่อสร้างโอกาสให้ฉันหนีออกมา!
ถ้าเป็นไปได้ ฉันก็อยากให้แม่หนีไปด้วยกันเหลือเกิน
แต่ตอนนี้ทุกคนในหมู่บ้านกำลังมุ่งหน้าไปยังศาลเจ้าเจ้าแม่ธูปหอม แม่หนีออกมาไม่ได้ ส่วนฉันก็ไม่มีความสามารถพอจะช่วยเธอ
แม่บอกว่า ขอแค่ฉันยังมีชีวิตอยู่ สักวันเราก็จะได้พบกันอีก
ฉันกัดฟัน รีบวิ่งกลับห้อง คว้ากระเป๋าที่จัดเตรียมไว้ตั้งนานแล้วขึ้นสะพาย จุดธูปซ่อนรอย แล้ววิ่งตามผีเสื้อนำทางไปในทิศตรงข้ามกับชาวบ้านที่กำลังมุ่งไปยังศาลเจ้า!
ผีเสื้อนำทางบินเร็วมาก พาฉันพุ่งฝ่าภูเขาไปอย่างรวดเร็ว
ช่วงแรกทุกอย่างราบรื่นดี
ฉันวิ่งมาได้ราว 15 นาที คบเพลิงเป็นแถบก็สว่างวาบขึ้นด้านหลัง เสียงคนค้นหากับเสียงฝีเท้าใกล้เข้ามาทุกที... เห็นได้ชัดว่าหมอตำแยเหมียวรู้แล้วว่าฉันหนีไป!
ฉันไม่กล้าหยุดแม้แต่น้อย วิ่งตามผีเสื้อนำทางอย่างสุดชีวิต
ที่แปลกคือ หลายครั้งที่ชาวบ้านซึ่งกำลังตามหาฉันเดินผ่านใกล้ ๆ ผีเสื้อนำทางก็พาฉันหลบเลี่ยงได้อย่างแนบเนียน
ระหว่างทาง ฉันยังได้กลิ่นธูปเหลืองกับยันต์กระดาษที่กำลังไหม้ และบางครั้งก็มีเสียงนกร้องดังมาจากบนฟ้า... ทั้งหมดนี้คือวิชาแม่มดที่หมอตำแยเหมียวใช้เร่งตามรอย
ถ้าไม่มีผีเสื้อนำทางกับธูปซ่อนรอย วิธีการของหมอตำแยเหมียวคงเป็นตาข่ายฟ้าดินที่ฉันไม่มีทางหนีพ้น
ฉันไม่รู้ว่าตัวเองวิ่งมานานแค่ไหน รู้เพียงว่าธูปซ่อนรอยในมือสั้นลงเรื่อย ๆ ส่วนร่างของผีเสื้อนำทางก็เลือนรางลงทุกที
ขาทั้งสองข้างของฉันสั่นระริก หอบหายใจแรง หัวใจเต้นเร็วราวกับจะกระเด็นออกมาจากลำคอ
แต่ฉันรู้ว่าหยุดไม่ได้ ถ้าหยุดลงก็อาจถูกจับได้
ฉันจะทำให้โอกาสหนีเพียงหนึ่งเดียวที่แม่เสี่ยงชีวิตสร้างให้สูญเปล่าไม่ได้!
มีแต่ต้องหนีออกไปและรักษาชีวิตตัวเองไว้ให้ได้ วันหน้าฉันถึงจะหาโอกาสไปช่วยแม่...
ทันทีที่ธูปซ่อนรอยไหม้หมด ผีเสื้อนำทางก็หายไปด้วย
ส่วนฉันยืนอยู่ตรงทางออกจากหุบเขาอย่างมั่นคงแล้ว
ในที่สุดฉันก็หนีออกจากภูเขาที่กลืนกินคนทั้งเป็นและไม่เหลือแม้แต่กระดูกได้สำเร็จ!
แต่การหนีออกจากภูเขาเป็นเพียงก้าวแรก ไม่ช้าก็เร็วหมอตำแยเหมียวต้องตามหาฉันจนเจอ
ฉันต้องการที่ซ่อนตัว และผู้มีอำนาจแข็งแกร่งพอจะทำให้หมอตำแยเหมียวหวาดเกรง
ฉันรีบดูทิศทาง แล้ววิ่งไปทางตะวันตก
คืนฤดูใบไม้ร่วงอากาศเย็นอยู่บ้าง เสื้อผ้าของฉันเปียกชุ่มไปด้วยน้ำค้างและเหงื่อแล้ว
พอวิ่งไปถึงตัวเมือง ฝีเท้าของฉันก็เริ่มโซเซ ร่างกายแทบหมดแรง
โชคดีที่ฉันไม่ต้องเสียแรงแยกแยะอะไร ก็ ‘มองเห็น’ กลุ่มพลังธูปหอมที่ลุกโชนอยู่สุดเขตเมืองแล้ว
แสงสีทองจาง ๆ แผ่คลุมพื้นที่เกือบหนึ่งในสี่ของเมือง
ฉันคลำทางผ่านถนนสองสาย ยิ่งเข้าใกล้บริเวณนั้นก็ยิ่งรู้สึกแปลก
เงียบ! เงียบเกินไปแล้ว!
เวลานี้ชาวเมืองคงหลับใหลกันหมดแล้ว แต่ตอนฉันเดินผ่าน ยังมีเสียงหมาเห่าดังขึ้นบ้าง
ทว่าทางด้านหลังนั้นอย่าว่าแต่เสียงหมาเห่าเลย แม้แต่เสียงแมลงร้องก็ไม่มี
เงียบราวกับสุสาน
ฉันกลั้นหายใจ รวบรวมความกล้าแล้วก้าวไปข้างหน้าทีละก้าว
ค่อย ๆ สัมผัสได้ถึงกระแสลมที่ไหวระริก ทุกย่างก้าวราวกับกำลังฝ่าแรงต้านบางอย่างที่แทบไม่มีอยู่จริง
เมื่อฉันมายืนอยู่หน้าประตูร้านในที่สุด ไม่รู้ทำไมถึงเกิดความรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาดขึ้นมา
ฉันสูดหายใจลึกสามครั้ง ก่อนยกมือเคาะประตู
ไม่มีเสียงตอบรับใด ๆ
ฉันวางมือทั้งสองลงบนประตู ออกแรงผลักสุดกำลัง
ประตูไม่ขยับแม้แต่น้อย
หลังจากพักหายใจครู่หนึ่ง ฉันก็กัดปลายนิ้วโดยไม่รู้ตัว แล้วแตะเลือดลงบนประตูเบา ๆ
วินาทีต่อมา หยดเลือดนั้นก็แผ่กระจายราวกับหมึก
กลิ่นคาวเลือดจาง ๆ รวมตัวเป็นลวดลายขนาดใหญ่บนประตู คล้ายดอกไม้สีสดที่ชุ่มฉ่ำไปด้วยหยาดน้ำ หรือไม่ก็หางสีเลือดที่แผ่ออก... แล้วก็เลือนหายไปในพริบตา
ประตูส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด ก่อนค่อย ๆ เปิดออก
หัวใจฉันไหววูบ ก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไปทันที
ฉันยังไม่ทันได้ทำความเข้าใจผังด้านใน ก็มีเสียงหัวเราะบ้าคลั่งดังมาจากด้านนอกประตู “ประตูเปิดแล้ว! ฉันรอจนได้! ในที่สุดก็รอจนได้!”
ต่อจากนั้น ผู้ชายคนหนึ่งที่ส่งกลิ่นเหม็นคลุ้งก็พุ่งเข้ามา เขาวางบางอย่างกระแทกลงบนเคาน์เตอร์ แล้วพูดอย่างร้อนใจว่า “เงินปิดปากสามเหรียญแลกธูปเซียนหนึ่งดอก เถ้าแก่ รีบเอามาให้ฉัน!”
ฉันหันไปมองบนเคาน์เตอร์ แล้วเห็นกลุ่มไอสีดำสามกลุ่ม
ไอสีดำที่วนเวียนอยู่รอบเหรียญทองแดงสามเหรียญนั้นเป็นไอมรณะจริง ๆ
แต่ฉันไม่รู้เลยว่าธูปเซียนอยู่ตรงไหน
ผู้ชายคนนั้นดูเหมือนจะสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง เขาพูดอย่างประหลาดใจว่า “ที่แท้ก็เป็นคนตาบอดนี่เอง!”
จากนั้นเขาขยับไปทางซ้ายสองสามก้าว แล้วชี้แนะให้ฉันเปิดลิ้นชักบานหนึ่ง
ที่แท้พอเข้ามาจากประตู สิ่งแรกที่เห็นก็คือเคาน์เตอร์ ส่วนด้านหลังเคาน์เตอร์เป็นผนังที่มีลิ้นชักเรียงเต็มไปหมด
ลิ้นชักไม่ได้ล็อก แต่เห็นได้ชัดว่าคนทั่วไปเปิดตามใจไม่ได้
ไม่อย่างนั้นผู้ชายคนนั้นคงลงมือเองไปแล้ว
แต่ฉันเพียงดึงเบา ๆ ลิ้นชักก็เปิดออก กลิ่นหอมสดชื่นพลันลอยเข้ามาปะทะจมูก
คนทั้งหมู่บ้านของฉันทำมาหากินด้วยการทำธูป ฉันกลับไม่เคยได้ยินชื่อธูปเซียนมาก่อน จึงแยกไม่ออกว่าธูปเส้นเล็ก ๆ หลายดอกในลิ้นชักเป็นธูปเซียนหรือไม่
แต่นี่คือการค้าครั้งแรกหลังจากฉันเปิดประตูร้าน ฉันต้องทำให้สำเร็จ ถึงจะได้รับการยอมรับ
ฉันจึงหยิบธูปเส้นหนึ่งออกจากลิ้นชัก แล้วส่งให้ผู้ชายคนนั้น
พอได้ธูปเซียนมา ผู้ชายคนนั้นก็รีบจุดทันที สูดกลิ่นควันธูปเข้าออกเฮือกใหญ่
เพียงชั่วครู่ ธูปเส้นนั้นก็ไหม้หมด
ผู้ชายคนนั้นถอนหายใจยาวอย่างพึงพอใจ แล้วหันหลังเดินจากไป
ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วเกินไป ฉันกลับทำการค้าครั้งแรกสำเร็จไปอย่างงุนงง
นี่... หรือจะเป็นลิขิตฟ้า?
ฉันเหนื่อยเกินกว่าจะมีแรงไปสืบหาคำตอบแล้ว
ฉันปิดประตูร้าน ไม่กล้าแตะต้องสิ่งของอื่น ๆ ภายในร้าน แล้วนั่งลงบนเก้าอี้หลังเคาน์เตอร์ ใช้กระเป๋าเป็นหมอน ฟุบหลับอยู่บนเคาน์เตอร์
แต่ยังนอนไม่ทันนาน ฉันก็รู้สึกเหมือนมีไฟลุกอยู่กลางอก ราวกับจะเผาทะลุช่องอก และมีบางอย่างกำลังจะกระโจนออกมาจากข้างใน
ฉันทรมานจนอยากตื่น แต่กลับไม่อาจลืมตาตื่นได้เลย
ในความพร่าเลือน ฉันคล้ายเห็นเงาร่างสูงใหญ่ร่างหนึ่ง
เขายืนอยู่ข้างฉัน ร่างทั้งร่างถูกโอบล้อมด้วยแสงสีทองอ่อนโยน ชวนให้เผลออยากเข้าใกล้
เขายกมือขึ้นลูบหางตาฉันอย่างแผ่วเบาซ้ำแล้วซ้ำเล่า หลังจากผ่านไปเนิ่นนาน เขาก็ถอนหายใจเบา ๆ “ทำไมถึงปล่อยให้ตัวเองเป็นแบบนี้ล่ะ?”
จากนั้นมีบางอย่างถูกสวมลงบนข้อมือซ้ายของฉัน
น่าอัศจรรย์นัก พอสวมสิ่งนั้นแล้ว ความร้อนรุ่มกลางอกก็หายไปด้วย
ตอนที่ฉันเคลิ้มหลับไปอีกครั้ง คล้ายได้ยินเขาพูดว่า “ชิวชิว ฉันชื่อหูซงอวี้ ยินดีต้อนรับกลับบ้าน...”
