ฟังดูน่าสงสารอยู่เหมือนกันนะ
สวี่เยว่ไม่รู้จะพูดอะไรอยู่ชั่วขณะ
“ตา ๆ ยาย ๆ พวกนั้นเกษียณแล้วว่างจัด พอรู้เรื่องนี้ก็กลัวว่าจะมีอะไรเข้าใจผิด เลยให้คนไปสืบเรื่องนี้โดยเฉพาะ สรุปว่าเป็นเรื่องจริง ทั้งเรื่องที่โดนกลั่นแกล้งและเรื่องที่เสียชีวิตก็เป็นเรื่องจริงเหมือนกัน ครอบครัวของนักเรียนสามคนนั้นมีเส้นสาย เลยกดเรื่องนี้เอาไว้ แถมตอนเกิดเรื่อง นักเรียนทั้งสามคนยังเรียนมัธยมต้นกันอยู่ เหมือนจะอายุไม่ถึง 16 ปีด้วย เรื่องก็เลยเงียบหายไปแบบนี้”
สวี่เยว่ฟังแล้วขมวดคิ้วแน่น
“ตา ๆ ยาย ๆ พวกนั้นทนไม่ไหวจริง ๆ เลยรวมตัวกันจัดฉากวุ่นวายขึ้นมาเอง”
สวี่เยว่ถามเธอว่า “แล้วสวีผิงไม่เป็นไรใช่ไหม?”
“ไม่เป็นไร ตา ๆ ยาย ๆ ยืนยันเสียงแข็งว่าเรื่องนี้พวกเขาวางแผนกันเอง สวีผิงไม่รู้เรื่อง ตำรวจก็คงไม่ถึงกับไปจับคนหรอกใช่ไหม? สวีผิงก็ไม่ได้ออกหน้ามาก่อเรื่องด้วย ไม่มีทางสาวไปถึงเขาหรอก”
สวี่เยว่ถึงค่อยโล่งอก “งั้นก็ดีแล้ว”
“แต่ตระกูลสวีน่าสงสารจริง ๆ เธอไม่เห็นหรอก ในมือถือของคุณยายคนหนึ่งมีรูปสวีผิงอยู่ เขาเพิ่งอายุยี่สิบกว่า ๆ แต่ดูเหมือนคนอายุสามสี่สิบเลย น่าสงสารมาก แถมน้องชายก็ตาย แม่ก็ตรอมใจตาย ส่วนพ่อนอนเป็นอัมพาตอยู่บนเตียง เรียกว่าครอบครัวแตกสลายเลย คนที่กลั่นแกล้งคนอื่นต้องไม่ได้ตายดี!”
สวี่เยว่ช่วยด่าตามไปสองสามคำ ก่อนจะวางโทรศัพท์ลง ในใจรู้สึกหนักอึ้งอยู่บ้าง
