เจ้าหน้าที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์คนหนึ่งเหลือบมองเวลา “หวังว่าจะไม่เกิดเรื่องผิดพลาดนะครับ วันนี้คุณโจวมีประชุมข้ามประเทศตอนสี่โมง ฝั่งเยอรมนีรออยู่แล้ว”
“แล้วการสัมภาษณ์นี่ล่ะครับ?”
“ตามหลักแล้วควรยกเลิกไปตั้งนานแล้ว”
พวกเขาหันมามอง ก่อนจะกำชับอย่างจริงจังว่า หลังเขียนข่าวประชาสัมพันธ์เสร็จต้องส่งให้พวกเขาตรวจดูก่อน ทั้งข้อความและรูปภาพ ต่อให้เป็นเครื่องหมายวรรคตอนเกินมาแม้แต่ตัวเดียวก็ห้ามส่งออกไปเองเด็ดขาด
ใกล้สี่โมง ในที่สุดก็มีเสียงพูดคุยดังมาจากนอกประตู
มีคนหลายคนพูดสลับกันทั้งภาษาอังกฤษและภาษาเยอรมัน เสียงของใครคนหนึ่งทุ้มต่ำ ราวกับสายเชลโลที่ถูกสีอย่างเชื่องช้า
เป็นโจวชิงอู้
ประตูเปิดออก เขานั่งลง ชุดสูทแนบพอดีจนเกิดรอยพับเนี้ยบตรงเอว นิ้วมือประสานกันวางบนโต๊ะ ข้อนิ้วเรียวยาว
ข้างกายเขามีชายหนุ่มคนหนึ่งยืนอยู่ วิคเตอร์ ผู้ช่วยของโจวชิงอู้มีสีหน้าเคร่งเครียดยิ่งกว่าทุกคนในห้อง ราวกับกำลังเผชิญหน้ากับศัตรูตัวฉกาจ เขาเตือนเสียงเบา “คุณโจวครับ สี่โมงยังมีประชุมกับทางเยอรมนี”
โจวชิงอู้ตอบ “รู้แล้ว”
วิคเตอร์หันไปทางเหลียงเยว่ ก่อนจะย้ำ “ควบคุมเวลาให้ดี ต้องจบก่อนสี่โมง”
เหลียงเยว่ตอบเสียงตึง “ได้ค่ะ”
เวลาเหลือไม่มาก การสัมภาษณ์จึงเริ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
เพิ่งถามไปได้สองคำถาม สีหน้าของหนุ่มผู้รับผิดชอบถ่ายภาพก็พลันเปลี่ยนไป
เขาก้มลงจัดการกล้อง แต่กดชัตเตอร์เท่าไรก็ไม่มีปฏิกิริยา
ห้องประชุมเงียบมาก เสียงกดปุ่มเบา ๆ ที่ดังซ้ำไปซ้ำมากลับชัดเจนเป็นพิเศษ
คำถามของเหลียงเยว่ค้างอยู่กลางอากาศ
เม็ดเหงื่อผุดขึ้นบนหน้าผากของชายหนุ่ม เส้นเลือดบนหลังมือปูดขึ้นจาง ๆ
“เกิดอะไรขึ้น?” เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ข้าง ๆ ขมวดคิ้ว
“กล้อง...เหมือนจะมีปัญหานิดหน่อยครับ”
บรรยากาศชะงักไปเล็กน้อย
เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์หลายคนแทบจะเหลือบดูเวลาพร้อมกัน ยังมีประชุมสำคัญรออยู่ข้างหน้า
เหวินจือเซี่ยเดินเข้าไป “ขอดูหน่อยค่ะ”
เธอรับกล้องมาแล้วก้มตรวจดู ลองปรับอยู่สองสามครั้งก็พอจะเข้าใจปัญหาแล้ว
ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แต่ต้องใช้เวลาสักหน่อย
“ซ่อมได้ไหมครับ?” เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ถามอย่างร้อนใจ
“จะพยายามค่ะ”
“ต้องใช้เวลาเท่าไรครับ?”
เหวินจือเซี่ยยังไม่ทันตอบ—
“พอเถอะ” เจ้าหน้าที่อีกคนขมวดคิ้วขัดขึ้น “อย่าเสียเวลาเลย เอาเป็นว่า—”
กึก เสียงเบาแสนเบาดังขึ้น
โจวชิงอู้วางปากกาหมึกซึมในมือลงบนโต๊ะ
เสียงของเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์คนนั้นหยุดกึกอยู่ในลำคอ
ทุกคนพลันเงียบลง
เขาเงยหน้าขึ้น สายตาตกลงบนกล้องในมือเหวินจือเซี่ย สีหน้าสงบนิ่ง
“ต้องใช้เวลาเท่าไร?”
เหวินจือเซี่ยชะงักไปนิดหนึ่ง ไม่คิดว่าเขาจะถามเธอตรง ๆ เธอก้มลงตรวจสอบอีกครั้ง “ประมาณสิบนาทีค่ะ”
วิคเตอร์ขมวดคิ้วทันที “คุณโจวครับ ประชุมตอนสี่โมง—”
“ไม่เป็นไร”
โจวชิงอู้พูดขัด
เขาเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ นิ้วเรียวยาววางพาดบนที่พักแขนอย่างสบาย ๆ สีหน้าอ่อนโยนจนไม่เห็นแววหงุดหงิดแม้แต่น้อย
“รอเธอซ่อมเสร็จ”
บรรยากาศเงียบไปชั่วขณะ เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์หลายคนมองหน้ากัน ไม่มีใครพูดอะไรอีก
เหวินจือเซี่ยก้มหน้า ปลายนิ้วกดลงบนฝาปิดด้านล่างของกล้องแล้วดันเบา ๆ ท้ายทอยพลันร้อนวูบขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ ราวกับมีบางสิ่งอุ่น ๆ แตะลงมาแผ่วเบา
เธอไม่คิดเข้าข้างตัวเองหรอก
คนอย่างโจวชิงอู้รักษาภาพลักษณ์ต่อหน้าคนนอกได้ไร้ที่ติเสมอ อ่อนโยน อดทน มีมารยาท ทุกคำล้วนอยู่ในรายการภาพลักษณ์ที่เขาวางไว้
แต่ไม่รู้ทำไม คำพูดเมื่อครู่กลับทำให้เธอนึกถึงบทสัมภาษณ์ของเขาที่เคยอ่านบนอินเทอร์เน็ต
โจวชิงอู้ไม่เคยโมโห และไม่เคยมีใครกล้าปล่อยให้เขารอ
การสัมภาษณ์จบลงช้ากว่ากำหนดเกือบยี่สิบนาที
ผู้รับผิดชอบเดินมาส่งพวกเขา พลางพูดจาสุภาพตามมารยาทมาตลอดทาง
ตอนรอรถมินิบัสอยู่หน้าประตู ฝนหยุดตกแล้ว ท้องฟ้ายังคงขมุกขมัว พื้นถนนยางมะตอยมีแอ่งน้ำขนาดเล็กใหญ่กระจายอยู่ สะท้อนภาพเมฆที่ถูกชะล้างจนดูสะอาดตา
หลายคนยังคงพูดถึงเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น
“นิสัยดีเกินไปแล้วมั้ง”
“ฉันนึกว่าคนใหญ่คนโตระดับนี้จะรับมือยากมากเสียอีก”
“นั่นสิ คนตั้งเยอะต้องรอเขาคนเดียว แต่เขาก็ไม่รีบร้อน แถมยังช่วยพูดให้พวกเราด้วย”
ภาพเหตุการณ์ในนิยายต้นฉบับวาบผ่านความคิดของเหวินจือเซี่ย คนคนนี้พอคลุ้มคลั่งขึ้นมา ก็ขังนางเอกไว้ในคฤหาสน์สามวันสามคืน
「ผ้าม่านหน้าต่างบานใหญ่ปิดสนิทแนบแน่น ทั้งคฤหาสน์เงียบงันราวกับเกาะร้างที่ถูกกาลเวลาลืมเลือน」
「นางเอกขดตัวอยู่ตรงมุมโซฟา รองเท้าแตะหายไปข้างหนึ่ง ข้อเท้าเปลือยเปล่าขาวซีดเรียวบาง หลังเท้ามีรอยแดงจาง ๆ จากการเสียดสีกับพรม」
「เขาค่อย ๆ เดินเข้ามาอย่างไม่รีบร้อน ก่อนย่อตัวลง ปลายนิ้วจับคางเธอเชยขึ้น มือคู่นั้นมีข้อนิ้วชัดเจน เรียวยาวสะอาดสะอ้าน ทว่าปลายนิ้วกลับเย็นเยียบราวกับเพิ่งจุ่มขึ้นมาจากน้ำเย็น」
「เขายิ้มเล็กน้อย ในดวงตาไร้ซึ่งความอบอุ่น น้ำเสียงทุ้มต่ำแผ่วเบาราวกับกำลังกล่อมแมวที่ไม่เชื่อฟัง “หนีทำไมล่ะ”」
……
เหวินจือเซี่ยชะงักฝีเท้า
รู้สึกเหมือนมีบางสิ่งเย็น ๆ ซึมขึ้นมาจากร่องกระเบื้องใต้ฝ่าเท้า แล้วไต่ขึ้นมาตามข้อเท้า
ทุกคนคงเข้าใจคำว่า “นิสัยดี” ผิดไปอย่างลึกซึ้งแน่ ๆ
นับตั้งแต่ความทรงจำกลับคืนมา เธอก็นึกทุกอย่างออกแล้ว
โลกใบนี้เป็นนิยายแนวสังคมชนชั้นสูงในเมืองหลวง ส่วนเธอคือแฟนสาวตัวน้อยของพระเอกที่ยังเรียนมหาวิทยาลัยไม่จบก็ถูกครอบครัวยัดเยียดให้มาอยู่ข้างกาย บทไม่มาก หน้าที่ก็ง่าย ๆ คือทำให้การแต่งงานครั้งนี้พัง เพื่อเปิดทางให้นางเอก
จุดจบคือ ตายอนาถ
ถอนหมั้นเองหรือ? เท่ากับถูกจำฝังใจและแก้แค้น ทำตัวหาเรื่องตายตามเนื้อเรื่องหรือ? เท่ากับถูกกำจัดก่อนเวลา
ไม่ว่าจะทางไหนก็หนีไม่พ้น
เหวินจือเซี่ยถอนหายใจยาวเหยียดอยู่ในใจ
การเลิกรากันอย่างสงบก็เป็นศาสตร์อย่างหนึ่งเหมือนกัน
ตอนกลับถึงมหาวิทยาลัยจิงโจว ท้องฟ้าก็มืดสนิทแล้ว
ไฟถนนเพิ่งสว่าง แสงสีส้มเหลืองจับตัวเป็นกลุ่มลอยอยู่ในอากาศ
เธอกับเสี่ยวอี้หาที่นั่งบนเก้าอี้พลาสติกตัวหนึ่งในถนนตลาดกลางคืน ตรงหน้าของแต่ละคนมีบะหมี่น้ำคนละชาม บนผิวน้ำซุปมีหยดน้ำมันระยิบระยับกับหมูแดงหั่นบางจนแสงลอดผ่านได้สองสามชิ้น
เสี่ยวอี้กัดไข่ยางมะตูมคำหนึ่ง ก่อนพูดเสียงอู้อี้ “โจวชิงอู้คนนั้นน่ะ”
เธอหยุดไปครู่หนึ่ง กลืนลงคอแล้วพูดต่อ “ได้เจอตัวจริงครั้งนี้คุ้มมากเลย บรรยากาศต่างจากในรูปจริง ๆ”
“ยังไงเหรอ?”
“เจอตัวจริงแล้วไม่ค่อยกล้าเข้าใกล้” เสี่ยวอี้ซู้ดเส้นบะหมี่ ก่อนพูดอย่างจริงจัง “เหมือนภาพที่แขวนอยู่บนผนังหอศิลป์นั่นแหละ ก่อนเดินเข้าไปต้องก้มดูใต้เท้าก่อนว่ามีเส้นกั้นเขตหรือเปล่า”
เหวินจือเซี่ยยกชามขึ้นซดน้ำซุป เกือบสำลัก
เธอยิ้ม แต่ไม่ได้ส่งเสียง
โทรศัพท์ในกระเป๋าสั่นขึ้นครั้งหนึ่ง
เหวินจือเซี่ยวางตะเกียบ หยิบกระดาษทิชชูมาเช็ดมือ แล้วแตะหน้าจอให้สว่าง
เธอนิ่งงัน
ดับเบิลยูส่งข้อความมาสองข้อความ:
「พรุ่งนี้เลิกเรียนกี่โมง?」
「ผมไปรับคุณ」
เกิดอะไรขึ้นเนี่ย
วันนี้ได้เจอกันแล้ว เลยมาชวนเธอหรือไง?
เป็นไปไม่ได้
วันนี้ท่าทีที่เขามีต่อเธอกับเก้าอี้ว่างตรงมุมห้องประชุมแทบไม่ต่างกันเลย
หรือที่บ้านมีเรื่องอะไรต้องขอให้เขาช่วยอีก เลยใช้เธอเป็นของกำนัลตอบแทน?
ทันทีที่ความคิดนี้ผุดขึ้นมา แสงสีขาวก็พลันระเบิดขึ้นในหัว
เธอรีบเปิดประวัติแชต
จือจือปู้เจวี้ยน: 「อาทิตย์นี้ทำไหม」
ดับเบิลยู: 「พรุ่งนี้เลิกเรียนกี่โมง?」
ดับเบิลยู: 「ผมไปรับคุณ」
เหวินจือเซี่ยจ้องหน้าจอ นิ้วมือแข็งค้าง
