หานเวยรู้สึกเสียใจที่ติดนิสัยชอบพูดจาเหน็บแนมคนอื่น เห็นทีต้องเลิกเสียแล้ว
เขาแอ่นอกเชิดหน้า ใช้น้ำเสียงราวกับกำลังขับร้องบทเพลงเอ่ยว่า “ตอนนี้ผมถึงได้รู้ว่า หากไม่มีความคิดเพ้อฝันของพวกคุณ อุดมการณ์กับความเป็นจริงก็คงไม่มีวันปะทะกันจนเกิดประกายไฟ อุดมการณ์ของพวกคุณ รวมถึงการอุทิศตนอย่างไม่เห็นแก่ตัว ช่างยิ่งใหญ่เหลือเกิน”
เสิ่นเจาหยุ่นขนลุกซู่ แขนมีตุ่มขึ้นเต็มไปหมด
คำพูดของหานเวยทำเอาเธอขนลุก
ในหัวพลันนึกถึงชีวประวัติพวกนั้นขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้
หานเวยเหลือบเห็นว่าเสิ่นเจาหยุ่นยังคงทำหน้าเหม็นเบื่อ
ไม่สะเทือนใจเลยงั้นหรือ? แสดงว่าคำพูดยังไม่กินใจพอสินะ
เขาชูเอกสารคาดการณ์คลื่นสมองด้วยแบบจำลองอัจฉริยะขึ้นสูง พูดอย่างฮึกเหิมยิ่งกว่าเดิมว่า “ถ้าไม่มีความบ้าบิ่นของพวกคุณ ไม่มีความมุ่งมั่นที่ไม่เคยย่อท้อ เมคาก็คงไม่มีวันพัฒนาได้ ผมตั้งแต่...”
“พอแล้ว พอเลย! หยุดพูดเถอะ”
ตอนนี้เสิ่นเจาหยุ่นทนฟังคนอื่นอ่านบทกวีให้ฟังไม่ไหวที่สุด
ไม่รู้หานเวยกำลังชมเธอหรือกำลังเหน็บแนมกันแน่
ฟางเยว่เองก็มองหานเวยอย่างประหลาดใจ นึกไม่ถึงว่าอาจารย์หานจะเป็นคนแบบนี้
“เอาละ วันนี้ก็จะมาวิจัยเมคาพลังจิตกับพวกคุณด้วย” หานเวยบรรลุเป้าหมายแล้ว จึงลากเก้าอี้กลับมานั่งอย่างอารมณ์ดี
“แต่ขอบอกไว้ก่อนว่าถ้าเข้าร่วมกับพวกเราแล้ว ก็ต้องทำตามที่ฉันจัดการ” เสิ่นเจาหยุ่นใช้นิ้วเคาะโต๊ะอย่างอารมณ์ดี
ได้แรงงานอย่างหานเวยมาช่วย เธอก็เป็นอิสระเสียที
เธอคงแบ่งงานในมือออกไปได้สักหกส่วน
หานเวยพยักหน้า สมองของเสิ่นเจาหยุ่นใช้งานได้ดีขนาดนี้ ฟังเธอไว้ไม่มีผิดแน่
