“จะเรียกข้ออ้างได้ยังไง? เจาหยุ่นเป็นนักเรียนที่ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่ฉันเคยสอนมา ทั้งฉลาดหัวไว แถมยังเคารพครูบาอาจารย์ สถาบันวิจัยของเธอจะมาดูงานไม่ได้หรือไง?” เหยียนจื่อกวงถลึงตาใส่อาจารย์คนนั้น พลางสะบัดหนวด
อาจารย์คนนั้นเหลือบมองเขา เห็นแก่ที่เขาเป็นฝ่ายเสนอตัวจัดการเรื่อง “ดูงาน” จึงไม่คิดเถียงด้วย
พวกเรามาที่นี่ก็เพื่อหางานทำกันทั้งนั้นไม่ใช่หรือไง...
อาจารย์หญิงอีกคนที่มีใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอยเอาแต่จ้องจอแสงจนแทบจะเอาตาไปแปะอยู่บนนั้น
เธอดูวิดีโอแนะนำซ้ำไปซ้ำมาเจ็ดแปดรอบ ก่อนเอ่ยอย่างเชื่องช้าว่า “สถาบันวิจัยแห่งนี้ทำงานจริงจัง อุปกรณ์กับเครื่องมือครบครันมาก แทบจะไล่ตามสถาบันวิจัยตระกูลซูทันแล้ว”
“ใช่ ที่นี่มีคนเก่งอยู่จริง ๆ! ดูสิ มีทั้งตู้ทดสอบแบบสามระบบที่ล้ำสมัยที่สุดของสหพันธ์ เครื่องทดสอบวัสดุอเนกประสงค์ ห้องทดสอบความเข้ากันได้ทางแม่เหล็กไฟฟ้า...”
กวนมู่เฉิงกดหยุดภาพบนจอแสงไปพลาง พูดคุยกับเหล่าอาจารย์ถึงอุปกรณ์แต่ละชิ้นที่ปรากฏในวิดีโอไปพลาง
“เดี๋ยวนะ... ที่นี่มีอุปกรณ์สร้างภาพการจัดเรียงและแผ่รังสีพลังจิตด้วย แถมยังมีอุปกรณ์เชื่อมต่อสมองกับเครื่องจักรอีกเหรอ?” อาจารย์คนหนึ่งชี้ภาพห้องทดลองที่แวบผ่านไปแล้วร้องขึ้น
“ของเก่าจากเมื่อ 300 ปีก่อนก็ยังมีด้วย!”
“นี่มันอุปกรณ์ตรวจวัดพลังจิตเครื่องนั้นที่สถาบันของเราขายออกไปเมื่อก่อนหรือเปล่า? ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้?”
...
เมื่อคุณหวังตัวน้อยกลับมา ก็เห็นเหล่าคุณตาคุณยายกำลังจิ้มจอแสงกันไม่หยุด
