เมื่อตัดสินใจได้แล้ว เสิ่นเจาหยุ่นก็คิดจะขอตัวฟางเยว่จากหานเวย
ฟางเยว่เป็นผู้ช่วยของหานเวยไปตลอดไม่ได้ เขาต้องเรียนรู้และตามให้ทันฝีเท้าของเธอ
เสิ่นเจาหยุ่นตบไหล่ฟางเยว่เบา ๆ “ต่อไปนายอาจจะเหนื่อยกว่าเดิมนะ ฉันจะส่งรายชื่อหนังสือให้ อ่านให้จบภายในเดือนนี้ ถ้าเวลาไม่พอ ก็ปัดงานของหานเวยไปก่อน”
“หา? ผมยังต้องอ่านหนังสืออีกเหรอ?” ฟางเยว่ดูมึนงง เขาจบปริญญาตรีมาไม่รู้กี่ปีแล้ว
เสิ่นเจาหยุ่นส่งรายชื่อหนังสือไปให้ทันที
ฟางเยว่ก้มดูจอสมองกล นึกไม่ถึงว่าจะเป็นรายชื่อหนังสือยาวเหยียด
เขาเลื่อนดูด้วยแววตาเหม่อลอย พอถึงหน้าที่สอง มือก็สั่น “เล่มนี้... ไม่ใช่หนังสือที่ต้องเรียนปริญญาเอกก่อนถึงจะอ่านเหรอ?”
หนังสือพวกนี้บางเล่มเขาเคยเรียนตอนปริญญาตรี แต่ส่วนใหญ่เกินหลักสูตรไปไกลแล้ว
ความรู้สะสมของเสี่ยวอวิ๋นนี่น่ากลัวจริง ๆ...
เดี๋ยวก่อน ตอนนี้ใช่เวลามาชื่นชมเสี่ยวอวิ๋นหรือไง?
ประเด็นคือเขาจะอ่านรู้เรื่องไหมต่างหาก?
เสิ่นเจาหยุ่นไม่สนใจเขาแล้ว
เธอเดินกลับไปยังตำแหน่งเดิม จัดเก็บกระดาษที่กระจัดกระจายอยู่บนโต๊ะ
ครึ่งชั่วโมงก่อน หัวหน้าทีมส่งข้อความมาบอกเธอว่าถึงเวลาไปฝึกแล้ว
หลังดื่มยาบำรุงสภาพร่างกายขวดนั้น เสิ่นเจาหยุ่นก็ไปตรวจสภาพร่างกายในวันเดียวกัน
ผลตรวจระบุว่าสภาพร่างกายของเธออยู่ในระดับ A ใกล้จะถึงระดับ S แล้ว
จากนั้นติงเฉิงยวี่ก็ถือใบรายงานตรวจร่างกายของเสิ่นเจาหยุ่น ขลุกอยู่ในห้องสองคืนเต็ม เพื่อจัดตารางฝึกสภาพร่างกายให้เธอชุดหนึ่ง ตั้งแต่ระดับ A ไปจนถึงระดับ S
