“ฮะ ๆ...” ฟางเยว่กลั้นไม่ไหว กลอกตาใส่เธอ
ใบหน้าคล้ำเขียวจับคู่กับการกลอกตาแบบนี้ น่ากลัวเอาเรื่องเลยนะ
เสิ่นเจาหยุ่นเกิดสำนึกขึ้นมา รีบพูดว่า “ช่างเถอะ... ไปพักไหม? ฉันรับช่วงต่อเอง?”
“ทำไมไม่ให้คนอื่นรับช่วงต่อล่ะ?” ฟางเยว่ถามอย่างหงุดหงิด
เสิ่นเจาหยุ่นตอบตามตรง “เรื่องนี้ฉันไม่อยากยืดเวลานานเกินไปน่ะ”
พอได้ยินคำตอบนี้ ฟางเยว่ก็หมดแรงแม้แต่จะกลอกตา
ไม่แปลกที่หานเวยจะมายืนบ่นเรื่องเสิ่นเจาหยุ่นหน้าประตูเขาทุกวัน ของที่ควรรีบทำ เธอกลับไม่รีบสักนิด
เขาโบกมือไล่เสิ่นเจาหยุ่นราวกับไล่ไก่ “ไป ๆ ๆ อย่ามาเสียเวลาฉันเลย
วัสดุหลายชนิดที่ให้ฉันทดสอบเมื่อสัปดาห์ก่อน ข้อมูลอยู่ในฮาร์ดดิสก์หมดแล้ว ส่วนของก็ขนไปไว้ในห้องทดลองข้าง ๆ แล้ว อยู่กับอุปกรณ์ฝั่งนั้น
ของที่ส่งมาเมื่อวานยังจัดการไม่เสร็จ ให้ไม่ได้”
“ได้!” เสิ่นเจาหยุ่นเหลือบมองหุ่นยนต์ที่ยังมีควันลอยกรุ่น รีบกอดแฟ้มเอกสารปึกหนึ่งแล้วเดินไปยังห้องทดลองข้าง ๆ
ห้องทดลองที่กว้างขึ้นหลายเท่าเต็มไปด้วยอุปกรณ์ทดสอบพลังจิตที่เธอเพิ่งซื้อมาใหม่
ตรงมุมห้องยังมีกล่องซ้อนกันอยู่หลายสิบใบ มองผ่านฝากล่องที่ยังไม่ได้ปิดก็เห็นห้องโดยสารจำลองโลหะหลายชิ้นกองอยู่ข้างใน
เสิ่นเจาหยุ่นตรวจสอบการทำงานของอุปกรณ์ก่อน จากนั้นถึงมีเวลาตรวจดูข้อมูลที่ฟางเยว่ให้มา
เครื่องปรับอากาศส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด ใบไม้กิ่งไม้ด้านนอกหน้าต่างก็ไหวเอนไปตามลม
ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไร โต๊ะยาวกว้างสองเมตรก็เต็มไปด้วยกระดาษซ้อนทับกันเป็นตั้ง
