วันหนึ่ง หลังหมดเวลาพักกลางวันที่สวนผลน้ำเต้า เด็ก ๆ ต่างทยอยลุกจากเตียง
มีเพียงจางสือโถว เด็กใหม่ที่เพิ่งเข้าเรียน ซึ่งยังอ้อยอิ่งขดตัวอยู่บนเตียง ใช้ผ้าห่มพันกายไว้แน่น
ฉีหลินรู้สึกแปลกใจ จึงเข้าไปดูด้วยตนเอง ก่อนถามเสียงเบาว่า “สือโถว เหตุใดยังไม่ลุกอีก? ไม่สบายตรงไหนหรือ?”
จางสือโถวซุกใบหน้าเล็ก ๆ ลึกลงไปอีก แล้วส่ายหน้า ทว่าปลายหูกลับแดงระเรื่อ
ฉีหลินพอจะเดาได้ นางจึงนั่งลงข้างเตียง ค่อย ๆ เปิดผ้าห่มขึ้นมุมหนึ่ง แล้วก็ได้กลิ่นอับจาง ๆ จริงดังคิด บนผ้าปูที่นอนมีแผนที่ทวีปอเมริกาเหนือผืนใหญ่ปรากฏอยู่
นางทั้งอยากหัวเราะทั้งสงสาร เมื่อเห็นเด็กน้อยทำหน้าเช่นนั้นก็ชวนให้เอ็นดูยิ่งนัก จึงส่งสายตาให้แม่นมซ่างกับแม่นมเซี่ยออกไปรอข้างนอก เด็กคนนี้กำลังอับอาย หากมีคนมากมายอยู่ด้วยคงยิ่งกระอักกระอ่วน นางจึงถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า
“ฉี่รดที่นอนหรือ?”
ร่างของจางสือโถวแข็งทื่อ ก่อนจะขานรับเสียงอู้อี้ “อืม” เบาเสียจนแทบเหมือนเสียงยุง
“กลัวเพื่อนร่วมชั้นหัวเราะเยาะหรือ?” ฉีหลินถาม
จางสือโถวพยักหน้า ในที่สุดก็เงยใบหน้าขึ้นมาครึ่งหนึ่ง ดวงตาคลอด้วยหยาดน้ำ สีหน้าเต็มไปด้วยความกระดากอาย
“เด็กโง่” ฉีหลินหัวเราะ น้ำเสียงผ่อนคลาย “พวกเรายังเป็นเด็กกันอยู่ นาน ๆ จะฉี่รดที่นอนสักครั้งจะเป็นไรไป? วางใจเถิด ท่านย่าอู่อยู่ที่นี่ ใครกล้าหัวเราะเยาะเจ้า ย่าจะจัดการเขาเอง”
นางพูดพลางยื่นมือไปช่วยถอดเสื้อตัวในที่เปียกชื้นให้เด็กน้อย
“มาเถิด เปลี่ยนเสื้อผ้าที่เปียกก่อน สวมไว้นานประเดี๋ยวจะเป็นหวัด”
จางสือโถวลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็เชื่อฟัง หันหลังให้ฉีหลินช่วยแก้สายคาดเอว เมื่อถอดเสื้อตัวในที่เปียกชุ่มออก แผ่นหลังแข็งแรงของเด็กน้อยก็ปรากฏแก่สายตา
รอยยิ้มบนใบหน้าฉีหลินพลันแข็งค้าง
