สีโกรธเกรี้ยวบนใบหน้าฉีหลินจางหายไปจนหมดสิ้น แทนที่ด้วยความกระอักกระอ่วนราวกับถูกแผดเผา จนโคนหูร้อนผ่าว
“นี่...ขูดพิษด้วยเขาควายเองหรือ ฮ่า ๆ!” นางทวนคำเสียงแห้ง ไร้ซึ่งท่าทีขึงขังแม้แต่น้อย อยากหารูแผ่นดินมุดหนีเสียให้รู้แล้วรู้รอด “เมื่อครู่ข้าเห็นบาดแผลแล้วเลือดขึ้นหน้า ก็เลย...เลยคิดฟุ้งซ่านไปสารพัด ทั้งบ่าวชั่วข่มเหงนาย ญาติรังแกกัน หรืออบรมด้วยไม้พลอง...ข้านี่นะ เฮ้อ!”
นางตบหน้าผากตนเองอย่างแรง สีหน้าเต็มไปด้วยความกลัดกลุ้ม ก่อนประสานมือคำนับจางจิ่วเหนียนอย่างนอบน้อม
“ท่านจาง ข้าขออภัยจริง ๆ เป็นข้าที่บุ่มบ่าม ไม่ถามไถ่ให้กระจ่างก็โกรธเกรี้ยวไปเอง ทั้งยังทำให้คนที่เข้าเวรอยู่ในวังของท่านต้องพลอยตื่นตกใจ ข้าขออภัยท่านด้วย!”
จางจิ่วเหนียนไหนเลยจะกล้ารับการคำนับจากนาง เขารีบเบี่ยงกายหลบ พลางโบกมือซ้ำ ๆ “ฮูหยินผู้เฒ่าอย่าทำเช่นนี้เลย! ท่านทำให้บ่าวลำบากใจแล้ว!”
เขามิได้ขุ่นเคืองแม้แต่น้อย กลับเผยรอยยิ้มซาบซึ้งใจอย่างจริงใจ ถ้อยคำเต็มไปด้วยความกตัญญู
“ฮูหยินผู้เฒ่า ท่านห่วงใยสือโถวถึงเพียงนี้ ร้อนใจแทนเขาเสียจนตำหนิบ่าวเพื่อเขา บ่าวได้ฟังแล้ว ในใจมีแต่ความซาบซึ้ง ขอบคุณยิ่งนัก!
สือโถวได้รับความรักและปกป้องจากฮูหยินผู้เฒ่า นับเป็นวาสนาใหญ่หลวงของเขา!
สิ่งที่บ่าวห่วงที่สุดในวังลึกแห่งนี้ก็คือเขา
บัดนี้เมื่อรู้ว่าเขาอยู่กับท่าน ได้รับการเอาใจใส่ประหนึ่งบุตรในไส้ ได้รับความรักและปกป้องเช่นนี้ ต่อให้บ่าวหลับตาลงในทันที ก็ยังวางใจได้แล้ว!”
เขากล่าวด้วยความจริงใจจนขอบตาแดงเรื่อ
