มือปราบที่คอยรักษาความสงบพยายามสุดกำลังเพื่อระบายผู้คน ทั้งยังขวางทุกคนที่คิดจะบุกเข้าไปในหอคอย พลางตะโกนจนเสียงแหบพร่า “หลีกไป! เปิดทางให้เด็ก ๆ หนีเอาชีวิตรอด! อย่าเบียดกัน! หากยังเบียดกันอีก อย่าหาว่าดาบของข้าไร้ปรานี!”
เหวินจิ่นซูกับผานอิ๋งถูกฝูงชนที่กรูเข้ามาซัดจนเซไปเซมา เกือบล้มลงหลายครั้ง
เส้นผมข้างขมับของทั้งสองหลุดลุ่ย เสื้อผ้ายับย่น คราบน้ำตาปะปนฝุ่นผงบนใบหน้า ไม่เหลือความสง่างามอย่างฮูหยินเอกแห่งจวนโหวที่เคยมีในวันวานอีกแล้ว
พวกนางคลุ้มคลั่งราวกับเสียสติ คอยเพ่งมองใบหน้าของเด็กทุกคนที่วิ่งออกมา คว้าตัวคนหนึ่งไว้แล้วพบว่าไม่ใช่ ก็รีบร้อนมองหาคนต่อไป พลางร้องเรียกชื่อบุตรของตนด้วยเสียงแหบพร่า ครั้นเห็นเงาร่างที่คล้ายคลึงก็พุ่งเข้าไปหา แต่เมื่อพบว่าไม่ใช่ ความสิ้นหวังชั่วขณะนั้นแทบทำให้คนล้มทั้งยืน
องครักษ์ทั้งสี่ต้องคุ้มกันฮูหยินทั้งสองไปด้วย ทั้งยังต้องหาโอกาสเข้าไปในหอคอยด้วย จึงลังเลไม่รู้จะทำอย่างไร ขณะที่พวกเขากำลังปรึกษากันว่าจะให้สองคนอยู่คุ้มกันฮูหยิน ส่วนอีกสองคนบุกเข้าไปในหอคอย ก็เห็นคนในชุดองครักษ์เงาของจวนปีนเข้าไปข้างในแล้ว
พวกเขารีบรายงานฮูหยินทั้งสอง “ฮูหยินใหญ่ ฮูหยินรอง องครักษ์เงาของจวนโหวเราเข้าไปในหอคอยแล้วขอรับ”
สองสะใภ้จึงค่อยคลายใจลงบ้าง ทว่าท่ามกลางความทรมานแสนสาหัส เวลากลับยืดยาวราวไร้จุดสิ้นสุด
ควันหนาทึบขึ้นเรื่อย ๆ เสียงร้องไห้และเสียงปะทุเปรี๊ยะ ๆ จากในหอคอยดังแว่วมา ราวกับมีดทื่อกรีดลงบนหัวใจของพวกนาง
ในยามที่ความสิ้นหวังใกล้กลืนกินพวกนางจนหมดสิ้น ชายฉกรรจ์ชุดดำหลายคนก็คุ้มกันเด็กกลุ่มหนึ่ง เบียดฝ่าฝูงชนอันวุ่นวายออกมาอย่างยากลำบากด้วยท่าทีแทบจะใช้กำลัง แล้วมุ่งตรงมาทางพวกนาง
