นางหยุดฝีเท้า มือหนึ่งเกาะแขนจูจู ร่างทั้งร่างราวกับถูกสูบเรี่ยวแรงไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงอกที่ยังสะท้อนขึ้นลงอย่างรุนแรงจนควบคุมไม่ได้ เสียงหอบหายใจดังราวกับสูบลม
นางอยากพูด อยากถามว่าเด็ก ๆ เป็นอย่างไรบ้าง อยากเรียกชื่อพวกเขา ทว่าลำคอกลับตีบตัน ริมฝีปากสั่นระริก เปล่งคำใดไม่ออก เบื้องหน้ามืดวูบเป็นระลอก เสียงอึกทึกข้างหูคล้ายถูกกั้นห่างออกไปชั้นหนึ่ง
เหวินจิ่นซูเป็นคนแรกที่เห็นนาง นางสะอื้นเรียกเสียงหนึ่งว่า “ท่านแม่!”
ผานอิ๋งหันไปตามเสียงเช่นกัน ครั้นเห็นแม่สามีในสภาพอเนจอนาถอย่างที่ไม่เคยพบมาก่อน จมูกก็พลันแสบขึ้นมา น้ำตาที่เพิ่งหยุดไหลเอ่อคลอขึ้นอีกครั้ง
เหล่าเด็ก ๆ ก็เห็นท่านย่าเช่นกัน เมื่อเห็นฉีหลินยืนนิ่งไม่ไหวติง พวกเขาก็พากันวิ่งกรูเข้าไปหา โอบกอดนางไว้รอบด้าน ราวกับได้พบหลักยึดเหนี่ยว เด็กเล็กหลายคนเบะปาก ดูท่ากำลังจะร้องไห้ตามกัน
ในที่สุดหัวใจที่ลอยเคว้งก็กลับคืนสู่ที่เดิม ฉีหลินมองเหวินจิ่นซู อยากเอ่ยปาก ทว่ายังคงหอบหายใจอยู่
เหวินจิ่นซูกับฉีหลินเป็นแม่สามีลูกสะใภ้กันมาหลายปี จึงเข้าใจสิ่งที่แม่สามีอยากถามได้ในพริบตา “ท่านแม่ เด็ก ๆ ปลอดภัยดี หลินข่ายกลับไปก่อนแล้ว ส่วนเหวินไค จี้อัน และเข่อเหวยก็ถูกคนในครอบครัวพากลับไป ไม่มีผู้ใดถูกไฟลวก ต่างอยู่ครบถ้วนปลอดภัยดี”
ฉีหลินพยักหน้าแล้วมองไป๋หลี่กวนซานกับไป๋หลี่ทิงชวน เด็กทั้งสองเป็นบุตรที่สหายเก่าซึ่งสนิทสนมกันมานานฝากฝังไว้ด้วยความไว้วางใจ โชคดีที่ไม่ได้รับบาดเจ็บ มิฉะนั้นนางจะอธิบายกับตระกูลไป๋หลี่อย่างไร
นางก้มลงโอบพี่น้องตระกูลไป๋หลี่เข้ามาในอ้อมแขน กอดไว้แน่น ไป๋หลี่กวนซานได้ยินเสียงหัวใจของฉีหลินเต้นรวนผิดปกติ จึงรีบช่วยลูบอกให้นาง “ท่านย่าตระกูลอู่ ท่านไม่เป็นไรใช่หรือไม่? หายใจเข้าลึก ๆ!”
