อู่ซื่ออิงกับสามีเอ่ยลาฉีหลินว่า “ท่านแม่ ฟ้าเริ่มมืดแล้ว จวนโหวเซวียนผิงยังมีธุระปลีกย่อยอีกหลายอย่าง ข้ากับสามีขอตัวกลับก่อน ขอท่านโปรดดูแลสุขภาพให้ดี อีกไม่กี่วันลูกจะมาเยี่ยมท่านอีก”
ฉีหลินย่อมรับคำ หันไปกำชับแม่นมซ่างว่า
“ข้าจำได้ว่าในคลังยังมีตังกุยอาเจียวชั้นดีอยู่บ้าง เอาให้บุตรสาวคนที่สี่นำกลับไปด้วย ข้าเห็นว่าสีหน้านางไม่ค่อยดี คงเหน็ดเหนื่อยมาหลายวัน ต้องบำรุงให้ดี จะได้ฟื้นตัวโดยเร็ว”
หางตาเหลือบเห็นอนุเฉินมีท่าทีอาลัยอาวรณ์ จึงกล่าวเสริมอีกประโยคว่า “หนานเซียง เจ้าไปส่งบุตรสาวของเจ้าด้วย”
อนุเฉินกับอู่ซื่ออิงต่างชะงักไป ก่อนจะยินดีขึ้นมาอย่างยิ่ง สิ่งที่ฮูหยินผู้เฒ่ามอบให้มีเพียงอาเจียวเสียที่ไหน นั่นชัดเจนว่าเป็นการให้เกียรติบุตรอนุจากมารดาเอก ทั้งยังเป็นหลักประกันให้อู่ซื่ออิงยืนหยัดอย่างสง่าผ่าเผยในบ้านสามี
สองแม่ลูกคำนับอย่างนอบน้อม ก่อนจะถอยออกไปด้วยความยินดี
ท่ามกลางเสียงร้องไห้ระลอกแล้วระลอกเล่า ฉีหลินได้ยินชัดเจนว่าเด็ก ๆ เสียใจจริง มิใช่เพียงครึกครื้นตามกันชั่วครู่ วัยเพียงเท่านี้กลับต้องประสบความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ไม่ว่าใครก็ต้องใช้เวลาค่อย ๆ ทำใจยอมรับ
ยามนี้ สิ่งที่พวกเขาต้องการที่สุดคือความห่วงใยและการปลอบประโลมจากคนใกล้ชิด จะโยนพวกเขาให้บ่าวไพร่รับมืออย่างขอไปทีไม่ได้ แม้ดูเหมือนจะสบายใจ ไม่ต้องเห็นก็ไม่ต้องร้อนใจ ทว่าแท้จริงแล้วช่างเลือดเย็นยิ่งนัก มีแต่จะทำให้เด็ก ๆ เจ็บช้ำ
นานวันเข้า ความห่างเหินก็ย่อมก่อตัว ความอบอุ่นระหว่างญาติสนิทสายเลือดเดียวกันย่อมเลือนหายไปทีละน้อย
ยามปกติใครจะปลอบเด็กก็ได้ แต่วันนี้นางต้องปลอบพวกเขาด้วยตนเอง
สมัยฉันยังเด็ก ทุกปีจะมีงานรวมญาติครั้งใหญ่สักหนึ่งหรือสองหน พอเด็ก ๆ มารวมกันมากเข้าก็อึกทึกครึกโครม แล้วตอนนั้นเราจัดการพวกเขากันอย่างไรนะ?
อ้อ ใช่แล้ว เปิดการ์ตูนให้ดู
แต่ที่นี่เป็นยุคโบราณ จะไปหาการ์ตูนจากที่ไหนได้?
