“เรื่องราวเริ่มต้นขึ้น ณ ภูเขาน้ำเต้าที่มีรูปร่างคล้ายผลน้ำเต้า ท่านอาหนุ่มผู้ใจดีดำรงชีพด้วยการเก็บสมุนไพรอยู่ที่นี่มานานหลายปี
วันหนึ่ง จู่ ๆ ลมเย็นยะเยือกก็พัดกระหน่ำทั่วขุนเขา แผ่นดินสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น ท่านอาหนุ่มหลบหนีจนพลัดเข้าไปในถ้ำลึกลับแห่งหนึ่งโดยไม่ตั้งใจ และช่วยตัวนิ่มที่ถูกก้อนหินยักษ์ทับเอาไว้ได้โดยบังเอิญ...”
หลังเล่าเกริ่นเรื่องจบ ฉีหลินก็เล่าเพียงตอนแรกเท่านั้น ปิดท้ายด้วยประโยคว่า “หากอยากรู้เรื่องราวต่อไปเป็นเช่นไร โปรดฟังต่อในคราหน้า” แล้วก็หยุดลง
ภายในห้องพลันส่งเสียงโวยวายขึ้นพร้อมกัน เด็ก ๆ เข้าสู่โหมดเร่งเร้าให้เล่าต่อในทันที
เด็กห้าปีเกาะแขนฉีหลินแล้วเขย่าอย่างแรง ใบหน้าเล็กแดงก่ำ เสียงแหลมบาดหู “ท่านย่า! เล่าต่อเถิด เล่าต่อ! แล้วต้าหวาถูกจับไปจะทำเช่นไรเล่า!”
เด็กสี่ปีคว้าแขนอีกข้างของฉีหลิน กระโดดโลดเต้นด้วยความร้อนใจ เสียงแหลมบาดหูไม่แพ้กัน “ท่านย่า! อย่าหยุดเลย เล่าต่อเถิด เล่าต่อ!”
เด็กสองปีร้อนใจจนเดินวนไปทั่ว มือเล็กขยี้ผม พลางพึมพำซ้ำไปซ้ำมาว่า “ช่วยต้าหวา ช่วยท่านอา” ราวกับอยากมุดเข้าไปในเรื่องเพื่อช่วยเหลือพวกเขา
เด็กหกปีโถมตัวลงบนตักฉีหลิน คว้าชายเสื้อของนางไว้ไม่ยอมปล่อย น้ำตาคลอเบ้า ออดอ้อนอย่างเอาเป็นเอาตาย วุ่นวายเสียจนแทบไม่รู้จบ
……
แม้แต่อู่ซื่อเชียนก็ทนไม่ไหว ท่าทางเป็นผู้ใหญ่เกินวัยที่มีอยู่เป็นประจำพังทลายลงจนหมด เขากำมือเล็ก ๆ ค่อย ๆ ขยับเข้าไปใกล้สองก้าว ริมฝีปากขยับเล็กน้อย ก่อนพึมพำเสียงเบา “ต้าหวาจะไม่เป็นไรใช่หรือไม่?”
ท่าทางซื่อ ๆ น่าเอ็นดูและกระวนกระวายจนรอไม่ไหวเช่นนี้ จึงจะสมกับเป็นเด็กห้าขวบ
สะใภ้ทั้งสองที่นั่งฟังอยู่ไกล ๆ ณ โต๊ะอีกตัว รวมถึงสาวใช้และหญิงรับใช้สูงวัยที่คอยปรนนิบัติอยู่ข้าง ๆ ต่างก็ฟังจนเคลิบเคลิ้ม ครั้นถึงยามนี้จึงอดบ่นกันขึ้นมาไม่ได้
