เสิ่นเชวี่ยชะงักไปครู่หนึ่ง ครั้นเห็นเสิ่นฉือแต่งตัวเป็นเด็กขายหนังสือพิมพ์ ก็ทั้งโมโหทั้งขบขัน
“เหตุใดเจ้าจึงมาขายหนังสือพิมพ์อยู่หน้าประตูวัง?”
เสิ่นฉือตอบอย่างจริงจังว่า “ท่านย่าอู่บอกว่า หน้าประตูวังอาจเป็นมุมอับของการขาย ไม่มีใครอยากมา ข้ากับเวินซวี่หารือกันแล้ว เห็นว่าควรมีคนมาลองดูสักหน่อย จึงอาสามาเองขอรับ”
มุมปากเสิ่นเชวี่ยกระตุก เขาสงสัยว่าหลานชายคงคิดจะขายหนังสือพิมพ์ให้ตนโดยเฉพาะ จึงจงใจมาดักรอ ทั้งยังสงสัยว่าไม่ใช่ไม่มีใครอยากมา แต่ไม่มีใครกล้ามาต่างหาก เด็กทั้งสองกล้ามาได้ ก็เพราะอาศัยบารมีของปู่ตนเอง
เขากำลังจะเอ่ยอะไรต่อ เสิ่นฉือก็ยื่นหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งมาตรงหน้าแล้ว เงยหน้าถามอย่างตั้งอกตั้งใจว่า
“ใต้เท้าเฒ่าเสิ่น ท่านจะซื้อหนังสือพิมพ์สักฉบับหรือไม่? หนังสือข่าวต้าหยงฉบับปฐมฤกษ์ ฉบับละ 3 อีแปะขอรับ”
เสิ่นเชวี่ยชะงักไปชั่วขณะเมื่อได้ยินคำเรียก “ใต้เท้าเฒ่าเสิ่น” ก่อนจะทั้งหัวเราะทั้งร้องไห้ไม่ออก
เขาเป็นถึงเสนาบดีกรมพิธีการแท้ ๆ ถูกหลานชายแท้ ๆ เรียก “ใต้เท้าเฒ่าเสิ่น” กลางถนนก็แล้วไป ยังต้องควักเงินซื้อหนังสือพิมพ์อีกหรือ?
เขาล้วงถุงเงินตรงแขนเสื้อตามสัญชาตญาณ แต่กลับว่างเปล่า จึงกระแอมอย่างกระอักกระอ่วน ลดเสียงลงกล่าวว่า
“ฉือเอ๋อร์ วันนี้ปู่ไม่ได้พกเงินมา ติดไว้ก่อน แล้วปู่ค่อยให้เจ้าทีหลัง ได้หรือไม่?”
เสิ่นฉือดึงหนังสือพิมพ์ที่ยื่นไปกลับมาแนบอก ส่ายหน้าอย่างหนักแน่น “ท่านย่าอู่บอกว่า ไม่ให้ติดหนี้เด็ดขาด”
เสิ่นเชวี่ย “……”
ขุนนางหลายคนที่ยังไม่ทันจากไปไกลเห็นภาพนี้ ต่างหยุดฝีเท้า ยืนดูเรื่องสนุกอย่างสนอกสนใจ
บางคนกลั้นหัวเราะ บางคนหัวเราะออกมาตรง ๆ ยังมีคนตะโกนเรียกเสิ่นเชวี่ยว่า
“ใต้เท้าเฒ่าเสิ่น เงิน 3 อีแปะยังควักไม่ออก ท่านเป็นเสนาบดีได้ยากจนถึงเพียงนี้เชียวหรือ?”
เสิ่นเชวี่ยถลึงตาใส่คนผู้นั้นอย่างไม่สบอารมณ์ ท้ายที่สุดก็เรียกบ่าวรับใช้ของตนให้หยุด แล้วควักเงิน 3 อีแปะจากถุงเงินส่งให้เสิ่นฉือ
