อำเภอจ๋าเป่ย
ราตรีค่อย ๆ โรยตัวลงมา สายลมเย็นพัดผ่านลานบ้าน ความอบอ้าวที่สะสมมาตลอดวันถูกลมยามค่ำพัดพาหายไปจนสิ้น
ใต้ต้นทับทิมจุดกำยานไล่ยุง ควันสีเขียวลอยเอื่อยขึ้นเบื้องบน แผ่กระจายอยู่ท่ามกลางกิ่งใบ พร้อมกลิ่นจาง ๆ ของใบอ้ายเฉ่า
ฉีหลินนอนแผ่หลาอยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่ ตัวเก้าอี้ส่งเสียงเอี๊ยดเมื่อรับน้ำหนักนาง แต่นางก็คร้านจะขยับท่า เพียงเอนกายอย่างหมดแรง ราวกับกระดูกทั้งร่างถูกสูบออกไปจนหมด
กลางวันนางนำพวกเด็กซนมาลองห่อบ๊ะจ่าง เหนื่อยก็ส่วนหนึ่ง ความวุ่นวายสารพัดอย่างก็เป็นไปตามที่คาดไว้
แต่ทว่ายุ่งวุ่นวายอยู่ตลอดบ่าย สุดท้ายกลับต้มออกมาได้หม้อหนึ่งเป็นโจ๊ก!
ในโจ๊กมีทั้งใบไผ่ห่อบ๊ะจ่าง เชือกมัด พุทราจีน ลูกเกด แถมยังมีบ๊ะจ่างอีกหลายลูกที่ถูกมัดแน่นจนเห็นแต่เชือกไม่เห็นใบ แม้เดิมทีจะกินเป็นโจ๊กได้ แต่คำพูดไม่กี่ประโยคของพวกเด็กซนกลับทำให้นางคลื่นไส้ขึ้นมาเสียอย่างนั้น
“สวรรค์! บ๊ะจ่างของข้าอยู่ที่ใด? ผู้ใดผ่าท้องมันเสียแล้ว?!”
“อ๊า! บ๊ะจ่างของใครกัน? อ้วกใส่บ๊ะจ่างของข้าจนเปรอะไปหมด!”
“ฮ่า ๆ บ๊ะจ่างของเหวินไคท้องเสียแล้ว!”
ฉีหลินไม่แตะโจ๊กบ๊ะจ่างที่เละจนดูไม่เป็นชิ้นเป็นอันแม้แต่คำเดียว ส่วนบ่าวไพร่กับองครักษ์ที่ไม่ได้ยินคำพูดเหล่านั้นกลับกินกันอย่างเอร็ดอร่อย บอกว่ารสชาติดี แถมยังไม่ต้องแกะเปลือกด้วย
หลังมื้อค่ำ ในหม้อยังเหลืออยู่บ้าง ฉีหลินจึงสั่งให้คนตักแบ่งเด็ก ๆ คนละครึ่งชาม อ้างว่าเป็นของว่างคืนนี้
เด็ก ๆ ต่างยกม้านั่งตัวเล็กมาล้อมวงนั่งอยู่รอบนาง แต่ละคนประคอง “โจ๊กของว่าง” ไว้ครึ่งชาม
สายลมแผ่วพัดมาจากลำคลอง สายลมนั้นหอบกลิ่นสดชื่นของพืชน้ำ ผ่านลานบ้านและพัดใบของต้นทับทิมให้เสียดสีกันดังซ่า
ท้องฟ้ายามราตรีเหนือศีรษะเป็นสีน้ำเงินเข้ม ไร้เงาจันทร์ ทว่าดารากลับมีอยู่มากมาย แต้มแน่นเต็มผืนฟ้า ราวกับใครสักคนโปรยเศษเงินลงไปอย่างลวก ๆ
