เหล่าฮูหยินมองบุตรหลานของตนที่กำลังตั้งอกตั้งใจแอบเรียน แล้วหันไปมองฉีหลินซึ่งยืนสงบนิ่งอยู่ท่ามกลางเด็ก ๆ แววตาของพวกนางจึงซับซ้อนขึ้นมา
“บทเรียนของฮูหยินผู้เฒ่าอู่มีประโยชน์จริง ๆ” ฮูหยินเฉิงเอ่ยเสียงแผ่วพลางถอนใจ “ดูสิ ปกติให้พวกเขาจำแนกดอกไม้ใบหญ้า ก็รู้จักแต่พูดว่าดอกสีแดงหรือสีชมพู ไหนเลยจะแยกได้ละเอียดเช่นนี้”
ฮูหยินเฉียนรับคำ น้ำเสียงแฝงความอิจฉาอยู่ราง ๆ ทั้งยังพาลโกรธสามีของตนโดยไม่รู้ตัว
“นั่นสิ บ้านเขาเชิญอาจารย์เช่นนี้มาได้ ทั้งยังพาเด็ก ๆ เรียนรู้กันเช่นนี้ บ้านเราจะเทียบได้อย่างไร พวกบุรุษในจวนวัน ๆ เอาแต่พร่ำเรื่องการเรียน ไม่ก็ออกงานสังสรรค์
แม้แต่สลากของสวนผลน้ำเต้าก็ยังจับไม่ได้สักใบ ไม่ได้เรื่องสักอย่าง!”
ฮูหยินอีกหลายคนต่างพยักหน้าเงียบ ๆ
วันนี้พวกนาง “บังเอิญ” มาเที่ยวชมฤดูใบไม้ผลิ ความจริงก็มีเจตนาสืบข่าวและตีสนิทอยู่หลายส่วน
ยามนี้เมื่อได้เห็น “บทเรียนศึกษาสรรพสิ่ง” ที่แปลกใหม่กับตาตนเอง ความไม่ยอมแพ้และความคิดเปรียบเทียบในใจค่อย ๆ ถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกที่จับต้องได้ยิ่งกว่า เด็กบ้านผู้อื่นได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ อย่างแท้จริง ทั้งยังเป็นสิ่งที่ไม่มีในตำรา แต่กลับมีประโยชน์อย่างยิ่ง
หลังจบบทเรียน ไม่เพียงเด็ก ๆ ในสวนผลน้ำเต้าเท่านั้น แม้แต่เด็กจากหลายจวนที่แอบมาเรียนด้วยก็ยังตื่นเต้น ต่างพากันถามตอบ
“เจ้าดูนั่น ดอกอะไรหรือ?”
“ดอกสาลี่! เพราะเกสรตรงกลางมีสีม่วงอยู่นิดหนึ่ง!”
“ไม่ใช่สิ นั่นขึ้นเป็นช่อ ๆ ต้องเป็นดอกเหมย!”
ตะวันคล้อยต่ำ ได้เวลาเก็บข้าวของกลับเข้าเมืองแล้ว
ฮูหยินจากหลายจวนพาเด็ก ๆ มาหาฉีหลิน เอ่ยลาจากนางอย่างสุภาพ พร้อมขอบคุณที่ “ทำให้เด็ก ๆ ได้เปิดหูเปิดตา” ถ้อยคำที่เอ่ยล้วนแฝงเจตนาตีสนิทอย่างเห็นได้ชัด
