ทุกคนต่างมองไปอย่างตื่นตะลึง เห็นอู่หลานเฉินก้าวออกมาข้างหน้า ใบหน้าเล็กเงยขึ้น มองฉีหลินแล้วมองหมอหลวงซุน เอ่ยทีละคำว่า
“ข้าทำได้ ข้าจะช่วยท่านอาสี่ รวมถึงน้องชายและน้องสาวในท้องของท่านอาสี่ด้วย”
ฉีหลินชะงักงัน ก่อนจะย่อตัวลง มองดวงตากระจ่างใสแต่แน่วแน่ยิ่งนักของหลานสาว
“หลานเอ๋อร์ เจ้ารู้หรือไม่ว่าต้องทำสิ่งใด น่ากลัวยิ่งนัก เจ้าต้องไม่ลนลาน ห้ามผิดพลาดแม้แต่น้อย”
อู่หลานเฉินพยักหน้าอย่างหนักแน่น คิดเป็นลำดับอย่างชัดเจนยิ่ง
“ข้ารู้
ท่านปู่หมอหลวงบอกว่า ต้องใช้มือค่อย ๆ พลิกตัวเด็กในท้อง
ข้าเคยแอบไปเรียนวิชาแพทย์กับพี่จี้อัน อาจารย์เคยสอนเรื่องกระดูกกับเส้นเอ็น ข้าฟังคำพูดของท่านปู่หมอหลวงเข้าใจ
ท่านย่า ให้ข้าลองเถิด
ข้ารับรองว่าจะไม่ร้องไห้ ไม่กลัว ท่านปู่หมอหลวงบอกให้ทำอย่างไร ข้าก็จะทำอย่างนั้น”
ร่างน้อยยืนตัวตรง แม้ใบหน้าจะสั่นระริกด้วยความหวาดกลัว ทว่าในแววตากลับมีความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวราวกับตัดสินใจสู้จนถึงที่สุด
ความกล้าหาญนี้มาจากความผูกพันที่มีต่อท่านอา มาจากความรับผิดชอบที่สืบทอดในสายเลือด หรือบางทีอาจมาจากการแอบไปเรียนที่ดูเหมือนแค่เล่นสนุกในวันวาน ซึ่งหล่อหลอมจิตใจของนางให้แตกต่างจากเด็กหญิงทั่วไป
ฉีหลินมองดวงตาคู่นั้น นึกถึงท่าทางร่าเริงของนางยามอยู่ที่หุบร้อยบุปผาในช่วงกลางวัน ทั้งยังนึกถึงความอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับสมุนไพรนานาชนิด ซึ่งบางครั้งก็เผยออกมาไม่เหมือนเด็กหญิงคนอื่น
เด็กหญิงตัวน้อยที่ชอบร้องไห้ขี้มูกโป่งที่สุดคนนี้ นางทั้งสงสาร แต่เวลากลับไม่เปิดโอกาสให้ลังเลอีกแล้ว
นางหลับตาลงฉับพลัน ครั้นลืมตาขึ้นอีกครั้ง แววตาก็เต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวที่ยอมเดิมพันทุกสิ่ง แล้วหันไปมองผานอิ๋งเพื่อขอความเห็นจากผู้เป็นมารดา
