เสนาบดีเวินประสานมือกล่าวว่า “ของกำนัลเล็กน้อยนี้เป็นเพียงน้ำใจแทนคำขอบคุณ ขอหรงกั๋วกงโปรดรับไว้ด้วย”
ฉีเฉิงได้ฟังเรื่องในกองเพลิงแล้วก็อกสั่นขวัญแขวน ครั้นฉีเข่อเหวยกลับมา ในฐานะท่านปู่ย่อมต้องถามไถ่ด้วยความห่วงใย เมื่อเห็นว่าเด็กปลอดภัยดีจึงมิได้ซักไซ้ให้มากความ ไหนเลยจะคาดคิดว่าเหตุการณ์จะอันตรายถึงเพียงนี้
จากนั้นกระแสความอบอุ่นที่ยากจะพรรณนาก็พลันแล่นขึ้นสู่ศีรษะ ใบหน้าของเขาแดงก่ำด้วยความตื่นเต้น
ตลอดชีวิตที่ผ่านมา เพราะลูกหลานในตระกูลไม่เอาไหน เขาจึงถูกดูแคลนอยู่ไม่น้อย เคยได้รับคำขอบคุณและคำชื่นชมอย่างจริงจังจากบุคคลอย่างเสนาบดีกรมโยธาเสียเมื่อใดกัน?
ยิ่งไปกว่านั้น คนที่ได้รับคำชมยังเป็นหลานชายซึ่งมิได้โดดเด่นนักอย่างฉีเข่อเหวยอีกด้วย!
“เสนาบดีเวินกล่าวเกินไปแล้ว! กล่าวเกินไปแล้ว!” ฉีเฉิงรีบประคองเสนาบดีเวินไว้ น้ำเสียงสั่นพร่าเล็กน้อย “เข่อเหวยเพียงทำในสิ่งที่ควรทำเท่านั้น การได้ช่วยหลานชายของท่าน นับเป็นวาสนาของทั้งคู่ เชิญนั่ง เชิญนั่ง!”
เมื่อแยกกันนั่งตามลำดับเจ้าภาพและแขกผู้มาเยือน หรงกั๋วกงก็รู้สึกว่าหลังของตนเหยียดตรงกว่าทุกวันอยู่สามส่วน รอยยิ้มบนใบหน้าแทบกดเอาไว้ไม่อยู่
เสนาบดีเวินซักถามอายุและการเรียนของฉีเข่อเหวยอย่างละเอียด ครั้นทราบว่าปกติเด็กเรียนอยู่ที่ “โรงเรียนเด็กเล็ก” ในจวนอู่อันโหว และครั้งนี้แสดงความสามารถในเหตุเพลิงไหม้ได้เพราะเคยเรียนการฝึกซ้อม “รับมือสัตว์เพลิง” มาก่อน เขาก็พยักหน้าติด ๆ กัน พลางลูบเคราและทอดถอนใจว่า
“มิน่าเล่า มิน่าเล่า!
ในกองเพลิง แม้แต่ผู้ใหญ่ยังลนลาน เด็กน้อยอายุเพียงเจ็ดขวบกลับสงบนิ่ง ไม่หวาดหวั่นยามเผชิญอันตราย ทั้งยังตัดสินใจช่วยเหลือผู้อื่นได้
ที่แท้ก็ได้รับการอบรมจากจวนอู่อันโหวนี่เอง
ข้าได้ยินมานานแล้วว่า ‘โรงเรียนเด็กเล็ก’ ซึ่งฮูหยินผู้เฒ่าอู่จัดตั้งขึ้นนั้นแปลกใหม่ไม่เหมือนใคร ทั้งยังสั่งสอนได้อย่างดี วันนี้จึงได้รู้ว่ามีประโยชน์ถึงเพียงนี้!
