แผงขายของนั้นไม่มีป้ายร้าน ไม่มีเสียงเรียกลูกค้า มีเพียงหญิงชราผมขาวโพลนนั่งอยู่หลังแผง ก้มหน้าก้มตา นิ้วมือขยับพลิ้วไหว กำลังสานผีเสื้อจากเส้นไผ่
บนแผงเครื่องจักสานตรงหน้า นางวางเครื่องประดับประณีตไว้หลายสิบชิ้น ทั้งปิ่น กำไล ต่างหู และกระดุมคอ ล้วนสานขึ้นจากไม้ไผ่ทั้งสิ้น
ตอนแรกฉีหลินเพียงกวาดตามองอย่างไม่ใส่ใจ ก้าวเท้าออกไปแล้วครึ่งก้าว ทว่ากลับชะงักและถอยกลับมาอย่างฝืนใจ
นางย่อตัวลง หยิบปิ่นไม้ไผ่ขึ้นมาชิ้นหนึ่ง ยกเข้าไปพินิจใกล้ ๆ แล้วรูม่านตาก็หดเล็กลงเล็กน้อย
ตัวปิ่นมีขนาดเพียงเท่านิ้วก้อย สานขึ้นจากตอกไผ่หลายสิบเส้นที่บางราวเส้นผม ลวดลายละเอียดสม่ำเสมอ ส่วนที่หักมุมก็โค้งมนลื่นไหล ปลายปิ่นสานเป็นดอกกล้วยไม้ที่บานเพียงครึ่งหนึ่ง กลีบดอกบางราวปีกจักจั่น ถึงขั้นมองทะลุกลีบไปเห็นลายมือด้านล่างได้
นางวางปิ่นลง แล้วหยิบต่างหูขึ้นมาหนึ่งคู่ ต่างหูมีขนาดเล็กเท่าเล็บมือ บนนั้นยังสานเป็นผีเสื้อกำลังกางปีกได้อีกด้วย ปีกผีเสื้อบางจนแทบโปร่งใส ราวกับสายลมพัดเพียงคราหนึ่งก็จะปลิวหายไป
ฉีหลินถือ ต่างหูคู่นั้นไว้ เงียบงันอยู่นาน ก่อนเอ่ยเสียงแผ่วว่า “น่าอัศจรรย์จริง ๆ”
หญิงชรายังคงก้มหน้าสานเส้นไผ่ของนาง ราวกับเสียงอึกทึกโดยรอบไม่เกี่ยวข้องกับตน
ฉีหลินไม่รบกวนนาง เพียงหันไปกวักมือเรียกคนในครอบครัวที่อยู่ด้านหลัง “มานี่กันให้หมด เลือกคนละสองชิ้น ข้าจะซื้อให้ ท่านย่าผู้มั่งคั่งผู้นี้ออกเงินเอง”
หญิงชราคงเพิ่งเคยได้ยินคนเรียกตนเองว่าท่านย่าผู้มั่งคั่งเป็นครั้งแรก จึงเงยหน้ามองฉีหลินแล้วกล่าวยิ้ม ๆ ว่า “ฮูหยินผู้เฒ่าท่านนี้มีใบหน้าเป็นมงคล วาสนาดียิ่ง”
