“ซูเอ๋อร์ วันนี้ท่านย่าพูดเรื่องเหล่านี้ มิใช่เพื่อให้เจ้าไปโต้แย้งกับอาจารย์ในสำนักศึกษา
แต่เพื่อให้เจ้ารู้แจ้งแก่ใจว่า สิ่งที่เขียนไว้ในคัมภีร์“คำสอนสตรี”เล่มนี้ หาใช่รูปลักษณ์ดั้งเดิมของ ‘สามคล้อยตามสี่คุณธรรม’ ที่ใช้เหตุผล กำหนดหน้าที่ และแสวงหาหนทางเอาชีวิตรอด
หากเป็นกฎเกณฑ์สุดโต่งที่เหล่าบัณฑิตผู้บิดเบือนหลักจริยธรรมในยุคหลังแก้ไขมันขึ้นมา เพื่อกดขี่สตรี พรากสิทธิของสตรี และพันธนาการทั้งมือเท้าและความคิดของพวกนางโดยเฉพาะ
เจ้าเข้าสำนักศึกษาเพื่อเรียนรู้มารยาทและวิชาความรู้ เพื่อฝึกฝนความสามารถในการวางตนและดำเนินชีวิต ในใจต้องมีดวงประทีป คอยส่องให้เห็นชัดว่าสิ่งใดคือหลักเหตุผลที่เป็นประโยชน์ สิ่งใดคือโซ่ตรวนที่ทำร้ายผู้คน
การเข้าใจเหตุผล มิใช่เพื่อคล้อยตามอย่างมืดบอด การรักษามารยาท มิใช่เพื่อคุกเข่ายอมจำนน ระดับความพอดีในเรื่องนี้ เจ้าต้องค่อย ๆ ทำความเข้าใจด้วยตนเอง”
ฉีหลินกล่าวจบ ภายในห้องพลันเงียบงัน มีเพียงเสียงถ่านแตกดังเปรี๊ยะเป็นครั้งคราว
เหวินจิ่นซูมีแววตาสั่นไหว จมอยู่ในห้วงความคิด ผานอิ๋งมีสีหน้ากระจ่างใจประหนึ่งเพิ่งเข้าใจ ทั้งยังเจือความขุ่นเคืองอยู่บ้าง อู่ซื่ออิงลูบหน้าท้อง สีหน้าซับซ้อน ส่วนอนุเฉินก้มหน้าลงเงียบ ๆ ไม่รู้ว่ากำลังคิดสิ่งใด
อู่ซูเฉินจ้องมองท่านย่าอย่างเหม่อลอย แววตาสุกสว่างจับตา ก่อนจะจมลงในห้วงความคิด อู่หลานเฉินจับหูกระต่ายขนฟูไว้ พลางทำหน้าคล้ายเข้าใจแต่ก็ไม่เข้าใจ ส่วนอู่อวี้เฉินกลับใจลอยไปไกลแล้ว
ฉีหลินมองสีหน้าของพวกนางที่แตกต่างกัน จู่ ๆ ความคิดแหกขนบยิ่งกว่าเดิมก็ผุดขึ้นในใจ
จะคล้อยตามบิดา สามี และบุตรอะไรกัน? ถ้าถามฉันล่ะก็ สตรีต้องเข้มแข็งพึ่งพาตนเอง
