ฉีหลินจ้องตาอู่ซูเฉิน กำชับอย่างจริงจังว่า
“ในเมื่อเจ้าไปถึงสถานที่เกิดเหตุแห่งที่สอง ทั้งยังให้คนพาสาวใช้ไปที่อื่น จงจำคำของท่านย่าไว้ให้ดี หากเกิดเหตุเช่นนี้ ห้ามเข้าไปเด็ดขาด!
เสื้อผ้าเปื้อนก็ช่างมัน อย่าไปที่ใดอีก จะขายหน้าสักพักแล้วอย่างไร? ถอยออกมาสักก้าว เจ้ายังสามารถเชิญแม่นมผู้ดูแลของเจ้าบ้านให้ช่วยพาไปเปลี่ยนเสื้อผ้า ณ สถานที่ที่เจ้าบ้านจัดเตรียมไว้ได้ และต้องให้สาวใช้ของเจ้าติดตามไปด้วยตลอดเวลา
อย่าตามคนแปลกหน้าไปยังสถานที่ปิดมิดชิดที่ไม่คุ้นเคย ซึ่งอยู่นอกเหนือแผนการของเจ้าเป็นอันขาด
เรื่องนี้อันตรายกว่าการอยู่ตามลำพังเสียอีก”
สีหน้าอู่ซูเฉินซีดลงเล็กน้อย ทว่าสายตากลับแจ่มชัดและแน่วแน่ยิ่งขึ้น นางท่องย้ำประเด็นสำคัญในใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้ง ‘สถานที่เกิดเหตุแห่งแรก’ ‘สถานที่เกิดเหตุแห่งที่สอง’ และ ‘อย่าตามคนแปลกหน้าไปยังสถานที่แปลกตา’
“เรื่องสุดท้าย ฟังดูง่ายที่สุด แต่กลับมักถูกมองข้ามมากที่สุด”
ฉีหลินชูนิ้วที่สาม น้ำเสียงผ่อนคลายลงเล็กน้อย เจือความเข้าใจอย่างผู้มีประสบการณ์
“เมื่อเกิดเรื่องขึ้น หากความคิดแรกในใจเจ้าคือ ‘เรื่องนี้ห้ามให้ท่านแม่รู้เด็ดขาด’ หรือ ‘เรื่องนี้อย่าให้ถึงหูท่านย่าเป็นอันขาด’ ก็พอจะตัดสินได้แล้วว่าเรื่องนั้นส่วนใหญ่ย่อมไม่ใช่เรื่องดี อย่างน้อยก็ไม่เป็นผลดีต่อเจ้า ซ้ำอาจซ่อนต้นเหตุของภัยร้ายเอาไว้ด้วย”
นางเห็นแววฉงนในดวงตาของอู่ซูเฉิน จึงอธิบายว่า
“มิใช่ว่าท่านแม่กับท่านย่าของเจ้าไร้เหตุผล พวกเราที่เป็นผู้อาวุโสผ่านเรื่องราวมามาก มุมมองในการมองคนและมองเรื่องต่าง ๆ ย่อมแตกต่างออกไป
พวกเด็กสาวเช่นพวกเจ้าอ่อนไหวต่อคำครหา ให้ความสำคัญกับความรู้สึกและมิตรภาพ หรือไม่ก็หลงใหลความแปลกใหม่ชั่วครู่ชั่วยาม จึงถูกผู้อื่นชักจูงได้ง่าย หรือไม่ก็อาจติดอยู่ในความคิดของตนเองจนหาทางออกไม่พบ
