หน้าผากของอนุเฉินบวมช้ำจนเขียวคล้ำ มีเลือดซึมออกมาเป็นเส้น ทว่านางราวกับไม่รู้สึกเจ็บ เพียงก้มศีรษะโขกพื้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างไร้ชีวิตชีวา ริมฝีปากขยับพึมพำไร้เสียง น้ำตาผสมคราบเลือดบนหน้าผาก ไหลอาบทั่วใบหน้า
ฉีหลินมองอยู่เงียบ ๆ ครู่หนึ่ง ก่อนเดินไปยังเบาะรองเข่าข้างกายนาง แล้วคุกเข่าลงเช่นกัน
นางมิได้มองพระโพธิสัตว์กวนอิม หากมองหน้าผากแตกของอนุเฉิน พลางถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยไร้อารมณ์ว่า “ได้ผลหรือไม่?”
ท่าทางโขกศีรษะของอนุเฉินพลันหยุดชะงัก ร่างที่หมอบอยู่กับพื้นสั่นเทาเล็กน้อย นางมิได้ตอบ มีเพียงเสียงสะอื้นกลั้นไว้ ซึ่งดังมาจากส่วนลึกของลำคอ
ฉีหลินก็ไม่ถามต่อ
หญิงโง่ผู้นี้ ผู้คนทั่วหล้าต่างวิงวอนเทพเซียนให้ช่วยเหลือกันทุกวัน ต่อให้เจ้าศรัทธาเพียงใด เอาแต่ขอเปล่า ๆ จะมีประโยชน์อะไร? ต้องมีสิ่งแลกเปลี่ยนสิ
นางยืดแผ่นหลังตรง สบตาพระโพธิสัตว์เบื้องหน้า จากนั้นจึงก้มลงโขกศีรษะสามครั้งอย่างหนักแน่นช้า ๆ
หน้าผากแตะพื้น เย็นเยียบและแข็งกระด้าง
เมื่อโขกศีรษะเสร็จ นางมิได้ลุกขึ้น ยังคงคุกเข่าอยู่เช่นเดิม แล้วเอ่ยกับองค์เจ้าแม่กวนอิมหยกขาวด้วยเสียงชัดเจนสงบนิ่งว่า
“เจ้าแม่กวนอิม ข้าไม่เชื่อในเทพเซียน ตลอดชีวิตข้าทำสิ่งใดล้วนถามใจตนเอง ไม่เชื่อในชะตาฟ้าลิขิต
แต่วันนี้ ข้ามากราบท่าน ณ ที่แห่งนี้
ขอท่านช่วยอู่ซื่ออิง บุตรสาวของข้า และเด็กสองคนในครรภ์ของนางที่ยังไม่ลืมตาดูโลก”
ยามเซ่นไหว้บรรพชนในคืนส่งท้ายปีเก่า นางเคยให้คำมั่นต่อบรรพชนทุกคนแห่งตระกูลอู่ว่าจะปกป้องเด็กทุกคนสุดกำลัง เมื่อเป็นคำพูดของฉีหลิน นางย่อมไม่ผิดคำ
นางสูดลมหายใจเข้า น้ำเสียงแฝงความเด็ดเดี่ยวเย็นชาแทบไร้ความปรานี
