ฉีหลินสาวเท้ากลับไปยังห้องคลอด
ภายในลานสว่างไสวด้วยแสงโคม บ่าวไพร่เดินขวักไขว่ ทว่าความวุ่นวายก่อนหน้านี้สงบลงแล้ว
นางเดินเข้าไปในห้องปีกตะวันออกที่อู่ซื่ออิงพักผ่อนอยู่ก่อน ห้องนั้นบุตรสาวกำลังหลับสนิท ใบหน้าซีดขาว ทว่าลมหายใจสม่ำเสมอ
อนุเฉินเช็ดหน้าให้สะอาดแล้ว นั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียง มือกุมมือบุตรสาวไว้ ดวงตาจับจ้องไม่กะพริบ
ฉีหลินมิได้เข้าไปรบกวน เพียงยืนมองเงียบ ๆ อยู่ตรงประตูครู่หนึ่ง ก่อนหันไปยังห้องปีกตะวันตกที่จัดเตรียมไว้ข้าง ๆ
ภายในอบอุ่นและสะอาด ทารกน้อยสองคนตัวแดงก่ำและย่นยู่ ถูกห่อด้วยผ้าอ้อมนุ่มนิ่ม วางเคียงกันในเปลที่ปูฟูกหนา มีแม่นมผู้ชำนาญคอยดูแล
ฉีหลินโน้มกายลง มองหลานชายทั้งสองอย่างละเอียดอยู่เนิ่นนาน ปลายนิ้วแตะใบหน้าน้อย ๆ ที่อุ่นผ่าวของพวกเขาแผ่วเบา ก้อนหินยักษ์ที่กดทับหัวใจมาตลอดทั้งคืนจึงร่วงหล่นลงไปได้ครึ่งหนึ่งอย่างแท้จริง
เมื่อทุกอย่างคลี่คลาย ฉีหลินจึงออกจากห้องไปขอบคุณหมอสองคนกับหมอตำแยที่ช่วยชีวิตไว้
เหวินจิ่นซูหยิบซองแดงใบหนาหนักผิดปกติส่งให้หมอหลวงซุน จากนั้นมอบให้หมอประจำจวนและหมอตำแยทั้งสองคนละซอง
“คืนนี้ต้องรบกวนทุกท่าน ทุ่มเทแรงกายแรงใจช่วยชีวิตน้องสาวของข้ากับเด็กทั้งสอง บุญคุณใหญ่หลวงยากจะตอบแทน นี่เป็นน้ำใจเล็กน้อย ขอทุกท่านโปรดรับไว้ อย่าได้ปฏิเสธ ถือเสียว่าเป็นค่าขวัญและค่าเหนื่อย”
หมอตำแยรับซองแดงที่หนักอึ้งมา เพียงชั่งน้ำหนักก็รู้ว่ามีเงินมากกว่าปกตินัก จึงกล่าวขอบคุณไม่ขาดปากและรับไว้ด้วยความยินดี
หมอหลวงซุนก็มิได้ปฏิเสธ เขาครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยว่า
“ฮูหยินมอบของกำนัลล้ำค่าให้ ข้าน้อยละอายใจนัก
ยังมีเรื่องหนึ่งที่ไม่บังควรเอ่ย ได้ยินว่าจวนมีของเผ็ดชนิดหนึ่งซึ่งมาจากต่างแดน เรียกว่า ‘พริก’ หรือ? ข้าน้อยสนใจของสิ่งนี้ยิ่งนัก ไม่ทราบว่าจะขอแบ่งสักสองเม็ด ให้ข้าน้อยนำกลับไปศึกษาสรรพคุณได้หรือไม่?”
