ในราชวงศ์ก่อน เมืองต่าง ๆ ถูกถนนที่ทอดตัดกันแบ่งออกเป็นเขตพักอาศัยปิดล้อมเป็นสัดส่วน แต่ละเขตมีกำแพงดินอัดล้อมรอบและมีประตูประจำเขต กำหนดเวลาเปิดปิดในยามเช้าและยามเย็น
กลางวันเปิดประตูให้สัญจร ครั้นค่ำก็ปิดประตูห้ามออกนอกเคหสถาน ผู้คนไม่อาจเดินเตร็ดเตร่ตามถนนได้ตามใจชอบ ภายในเขตเดียวกันมักมีบ้านเรือนของเพื่อนบ้าน สำนักศึกษาเอกชน คฤหาสน์ และศาลบรรพชนเล็ก ๆ อีกทั้งไม่อนุญาตให้เปิดร้านค้าตามอำเภอใจ
ทางการกำหนดพื้นที่ค้าขายไว้เป็นสัดส่วน จึงจะตั้งแผงลอยหรือเปิดร้านได้ เช่น ตลาดบูรพาและตลาดประจิม
ครั้นถึงราชวงศ์ต้าหยง กำแพงเขตส่วนใหญ่ถูกรื้อถอน บ้านเรือน สำนักศึกษาเอกชน และคฤหาสน์ริมถนนต่างเปิดประตูค้าขายได้ สองข้างทางเต็มไปด้วยหอสุรา ร้านของชำ และแผงขายของกิน
ถึงกระนั้น การแบ่งเขตการปกครองเป็น “ฟาง” ก็ยังคงอยู่ ใช้สำหรับลงทะเบียนราษฎรและแบ่งพื้นที่ ทว่าไม่มีกำแพงหรือประตูคอยควบคุมอีกแล้ว
เมื่อฉือฮั่วเห็นฉีหลินครุ่นคิด เขาจึงอธิบายอย่างละเอียดว่า
“เมืองหยงจิงมีหนึ่งร้อยแปดฟาง นอกเหนือจากตลาดทั้งสี่ทิศ คือบูรพา ทักษิณ ประจิม และอุดร
การสมัครคราวนี้ เด็ก ๆ จากสำนักศึกษาแต่ละแห่งก็คงอาศัยอยู่ตามฟางต่าง ๆ เช่นกัน มิสู้รวมขบวนโดยใช้ฟางและตลาดเป็นหน่วย
อย่างเช่น ‘ขบวนตรอกหย่งเล่อ’ ‘ขบวนตรอกฉงเหริน’ ‘ขบวนตลาดบูรพา’... ไล่เรียงไปเช่นนี้”
ฉีหลินจดบันทึกลงไป ขณะพยักหน้าถามว่า “ท่านอาจารย์ ในเมืองหลวงทั้งหมด เด็กอายุสามถึงเจ็ดขวบที่เรียนอยู่ในสำนักศึกษามีสักเท่าใด?”
ฉือฮั่วครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วตอบว่า “เมืองหยงจิงมีประชากรเก้าแสนคน เด็กเล็กอายุสามถึงเจ็ดขวบราวสามหมื่นหกพันคน ส่วนผู้ที่เข้าเรียนในสำนักศึกษาขั้นต้น สำนักศึกษาประจำตระกูล และสำนักศึกษาเอกชน มีราวเจ็ดถึงแปดพันคน”
ฉีหลินคำนวณเงียบ ๆ แล้วพึมพำว่า “เด็กที่ได้เรียนหนังสือ ในสิบคนมีแค่สองคนเอง สัดส่วนนี้ต่ำเกินไปแล้ว”
“นี่นับว่าสูงแล้วสำหรับเมืองหลวง ที่อื่นยิ่งต่ำกว่านี้”
“ท่านคิดดูสิ กิจกรรมใหญ่เช่นนี้กลับมีเพียงเด็กที่เรียนหนังสือเท่านั้นที่เข้าร่วมได้ ส่วนเด็กที่ไม่เคยเรียนก็ได้แต่มองอยู่ข้างสนาม พวกเขาจะไม่อิจฉาหรือ?
