ฉีหลินยืนอยู่กลางสนามสอบเก่าแก่พันปีแห่งนี้ พลันนึกถึงภาพเมื่อครั้งจวิน บุตรสาวของนางเข้าสอบ เพื่อเส้นทางอนาคตที่เลือกไว้ นางมุ่งหน้าไปอย่างไม่ลังเล ราวกับกำลังเดินเข้าสู่สนามรบ
เส้นทางนี้แม้โหดร้าย ทว่าก็ยุติธรรมมากพอ
นับแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการสอบคัดเลือกขุนนางหรือการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ล้วนเป็นเส้นทางที่ยุติธรรมที่สุดสำหรับสามัญชนในการเปลี่ยนชะตาชีวิต
ท่วงทำนองเพลงเพลงหนึ่งพลันก้องขึ้นในห้วงความคิดของนางอย่างไร้สาเหตุ:
ดูสิ หนุ่มน้อยบ้านใด
อาภรณ์สามัญ เสื้อผ้าเรียบง่าย มุ่งหน้าสู่ความรุ่งเรืองจากแดนไกล
เมืองแสนดี ทิวทัศน์งดงามไร้ขอบเขต
บางคนมีอนาคตยาวไกลหมื่นจั้ง
บางคนไต่กำแพงสูงเยี่ยงมด
เพียงหวังจะมีช่องกำแพงให้แสงจันทร์ส่องถึง
แม้ก้มหน้า ก็ยังมีดวงจันทร์
ส่องทางยามเขาก้าวเดินวุ่นวาย ผ่านลมฝน
……
บทเพลง “นอกท้องพระโรง” ขอมอบแด่สามัญชนผู้ใช้ชีวิตท่ามกลางควันไฟแห่งโลกีย์ ขอมอบแด่จิตใจเปิดเผยที่ปรารถนาอิสรภาพ ขอมอบแด่ความมุ่งมั่นดื้อดึงของผู้ก้าวไปข้างหน้า และขอมอบแด่ทุกคนที่ผ่านความผันผวนของโลกมานับไม่ถ้วน แต่ยังคงยึดมั่นในเจตจำนงเดิม
หลินข่ายยืนอยู่หน้าห้องสอบห้องหนึ่ง ทอดสายตามองเข้าไปข้างในอย่างเงียบงัน
พื้นที่คับแคบ แผ่นไม้โล่งเตียน และแสงจากฟ้าที่ส่องลงมาอย่างริบหรี่
เขาเติบโตมาในวังหลวงตั้งแต่เยาว์วัย เคยเห็นความหรูหราอร่ามตา ทั้งยังเคยได้ยินความทุกข์ยากของชาวบ้าน ทว่าการได้เห็นสถานที่ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของ “ความยุติธรรม” แต่กลับโหดร้ายถึงเพียงนี้ด้วยตาตนเอง ทำให้จิตใจสั่นสะเทือนยิ่งกว่าคำบรรยายในตำรา
เขานึกถึงฎีกากองพะเนินบนโต๊ะเสด็จพ่อ นึกถึงการถกเถียงของเหล่าขุนนางในท้องพระโรง คนมากมายในหมู่พวกเขา เมื่อครั้งยังเยาว์วัย เคยก้าวออกมาจากห้องสอบแคบ ๆ เช่นนี้หรือไม่?
