“เห็นเพียงแวบเดียวจากไกล ๆ กลับมีผู้ติดตามมาด้วยตั้งมากมาย”
“นางเป็นถึงเหลียงตี้ ทั้งชาติกำเนิดยังสูงศักดิ์ จะทำสิ่งใดก็ต้องเอิกเกริกใหญ่โตอยู่แล้ว แม้แต่ส่งของมาให้ยังทำราวกับพระราชทานรางวัล วางท่าหยิ่งผยองเสียเหลือเกิน” ไป๋ซื่อยิ้มไม่ถึงดวงตา ก่อนหัวเราะเยาะ “นับแต่พี่ชายของนางได้รับบรรดาศักดิ์โหวเมื่อไม่กี่วันก่อน ตระกูลเดียวมีทั้งกงทั้งโหว ช่างรุ่งเรืองยิ่งนัก นางจึงคิดว่าทั้งตำหนักตะวันออกเป็นของในกำมือของตนกระมัง ถึงได้ลำพองใจนัก”
ระหว่างสนทนา นางกำนัลก็ยกน้ำชากับขนมเข้ามา กู้ชิงเจายกถ้วยชาขึ้นจิบเล็กน้อย ก่อนเอ่ยช้า ๆ ว่า “เมื่อครั้งชายาองค์รัชทายาทยังอยู่ เหลียงตี้เผยยังวางตนสงบเสงี่ยมและสุขุม บัดนี้กลับดูเปลี่ยนไปไม่น้อย”
“เมื่อไม่มีผู้ใดคอยกดข่ม นางย่อมไม่ต้องเกรงใจผู้ใด อีกทั้งยามนี้ตระกูลฝ่ายมารดาก็มีอำนาจเข้มแข็ง แล้วนางจะต้องวางตนต่ำต้อยไปไย”
กู้ชิงเจามิได้แสดงความเห็นด้วยหรือไม่ ขณะวางถ้วยชาลงก็เหลือบมองเชียวเอ๋อร์ราวกับมิได้ตั้งใจ
เห็นอีกฝ่ายมีแววตาล่องลอย นางจึงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ดูท่าองค์ศักราชน้อยออกมานานแล้ว เชียวเอ๋อร์คงอุ้มจนเมื่อยกระมัง”
เมื่อได้ยินดังนั้น เฉิงฮุยไป๋ก็หันไปมองนางตามไปด้วย
เชียวเอ๋อร์พลันได้สติ รีบยิ้มประจบ “บ่าวไม่เหนื่อยเพคะ”
กู้ชิงเจาเพียงยิ้มน้อย ๆ มิได้เอ่ยอะไร
แววตาของไป๋ซื่อไหววูบ ก่อนสั่งนางว่า “อุ้มองค์ศักราชน้อยไปไว้ห้องข้างเถิด เจ้าเฝ้าเขาไว้ก็พอ ข้าไม่วางใจผู้อื่น”
“แต่หากบ่าวไปแล้ว ใครจะคอยรับใช้ท่านเจ้าคะ” เชียวเอ๋อร์เห็นได้ชัดว่าอยากอยู่ต่อ
“ยามนี้ข้าไม่ต้องการคนรับใช้ หากมีธุระค่อยเรียกเจ้า เจ้าเองก็พักเสียบ้าง ไปเถิด”
