“เจ้าพูดจาเหลวไหลอันใด!” จางเหม่ยเหรินกัดฟันถลึงตามองนาง
ฟางเป่าหลินดูคล้ายถูกทำให้ตกใจ ดวงตาเอ่อคลอด้วยน้ำตา ริมฝีปากเม้มแน่น ท่าทางน่าสงสารยิ่ง
จางเหม่ยเหรินถึงเพิ่งตระหนักว่าตนถูกวางกับดักเข้าให้แล้ว จึงรีบเอ่ยขออภัยอีกครั้ง “ฝ่าบาท... หม่อมฉันมิได้ตั้งใจ เป็นฟางเป่าหลินนาง...”
“เจ้ากลับไปให้พ้นหน้าข้า!” ถังอวิ๋นเดือดดาลอย่างยิ่ง
จางเหม่ยเหรินจำต้องเดินจากไปอย่างห่อเหี่ยว
ลานเรือนจึงกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง
ฟางเป่าหลินจัดชายกระโปรงให้เรียบร้อย ก่อนนั่งลงบนเก้าอี้อย่างพึงพอใจ สีหน้าภาคภูมิใจอยู่ไม่น้อย
กงผินมองนางแวบหนึ่ง “อย่าก่อเรื่องตามอำเภอใจ”
“กงผินเหนียงเหนียงดูแลสำนักเครื่องแต่งกายหลวง ยังจะดูแลวาจาของเหล่าสนมด้วยหรือ?” ฟางเป่าหลินไม่ใส่ใจแม้แต่น้อย
กงผินขมวดคิ้ว ผูเหอที่อยู่ข้างกายกำลังจะเอ่ยตำหนิ ทว่านางยกมือห้ามไว้
“ช่างเถิด”
ก็เป็นเพียงเป่าหลินคนหนึ่งเท่านั้น
นางเงยหน้ามองจักรพรรดิจิ่งอัน เขายังคงมีท่าทีเช่นเดิมเมื่อครู่ ร้อนใจจนแทบทนไม่ไหว ที่วางแขนทั้งสองข้างถูกกำแน่นจนเป็นรอย
กงผินก้มหน้าลง
คราวที่ฉีเมี้ยวคลอดบุตร ฝ่าบาทยังไม่เห็นเป็นเช่นนี้เลย...
นั่งรออยู่เช่นนี้จนผ่านไปทั้งคืน
ยามต้นเฉิน แสงขาวค่อย ๆ ปรากฏทางทิศบูรพา แสงอรุณแผ่ขยายม่านฟ้าอย่างแช่มช้า เมฆบนขอบฟ้าค่อย ๆ แต้มสีแดงเรื่อ แต่งแต้มเป็นหมู่เมฆงดงามตระการตา เมฆหมอกซ้อนชั้นระยิบระยับด้วยแสงหลากสี ราวกับอาภรณ์รุ้งของนางเซียนทั้งหลายถูกแต้มสีจนร่วงหล่นสู่โลกมนุษย์
เสียงทารกแรกเกิดร้องก้องดังมาจากห้องคลอด ถังอวิ๋นผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้ไม้แดงทันที แววตาเปี่ยมความคาดหวัง