เมื่อหินก้อนหนึ่งตกลงกลางน้ำ ย่อมก่อเกิดคลื่นกระเพื่อมนับพันชั้น เหล่าแขกเหรื่อที่นั่งอยู่ใกล้ต่างเริ่มกระซิบกระซาบกันเป็นกลุ่มเล็ก ๆ พลางลอบมองฮ่องเต้จิ่งอันที่ประทับอยู่เบื้องบนสุด
เมื่อเห็นพระพักตร์สุขุมสงบนิ่ง ฮ่องเต้จิ่งอันก็รับคำอู่อิงด้วยเสียง “อืม” อย่างไม่สะทกสะท้าน ท่าทีหนักแน่นนั้นไม่ต่างจากยามทรงว่าราชการในท้องพระโรง
“ดูพระบารมีของฝ่าบาทสิ แม้ไม่ว่าราชการ เพียงประทับอยู่ตรงนั้นก็ทรงมีพระพักตร์แห่งจักรพรรดิโดยกำเนิดแล้ว” ขุนนางเบื้องล่างเอ่ยชมไม่ขาดปาก
ขุนนางอีกคนก็กล่าวคล้อยตาม “มิใช่หรือ ท่วงท่าของฝ่าบาทเรานั้นช่างเป็นแบบอย่างของบุรุษต้ายงโดยแท้ เพียงแต่ก่อนหน้านี้ได้ยินว่าฝ่าบาทโปรดปรานกู้ผินแห่งตำหนักกวนจวี ยามนี้กู้ผินใกล้คลอดแล้ว ฝ่าบาทกลับยังประทับนิ่งไม่ไหวติง เห็นทีข่าวลือคงคลาดเคลื่อนกระมัง”
“เรื่องในวังหลัง ใครจะรู้เล่า” ถึงกระนั้นทุกคนก็อดคาดเดาไม่ได้ว่าแท้จริงแล้วฮ่องเต้จิ่งอันทรงใส่พระทัยกู้ผินผู้นี้หรือไม่
ช่างชวนให้ใคร่รู้นัก
ถึงยามนี้ แม้แต่ขุนนางที่ปกติวางตัวสูงส่งและเที่ยงตรง ก็ยังอดกระซิบกระซาบกันอยู่เบื้องล่างไม่ได้
ข่าวลือลับในวัง ใครบ้างจะไม่อยากฟัง
น่าเสียดายที่ไทเฮาสกุลหรงตรัสถ้อยคำตามพิธีอยู่สองสามประโยค แล้วมีรับสั่งให้เลิกงานเลี้ยง
ต่อให้เหล่าขุนนางเงี่ยหูฟัง ก็ไม่ได้ยินเรื่องเหล่านั้นอีก
พวกเขาจึงได้แต่เดินจากวังไปโดยมีกองทหารจินอู่เหวียคุ้มกัน พลางหันกลับมามองทุกสามก้าวอย่างอาลัยอาวรณ์
เพิ่งก้าวพ้นประตูตำหนักใหญ่ไปได้ไม่กี่ก้าว ก็เห็นแสงเทียนจากตำหนักข้างสว่างไสวขึ้น
พอหันกลับไปอีกครั้ง ฮ่องเต้ที่ประทับอยู่บนบัลลังก์ก็หายไปเสียแล้ว!