ชายาองค์รัชทายาทล้มป่วย เรื่องเฝ้าปรนบาปจึงถูกหยิบยกขึ้นมาจัดการตามคาด
“ข้าคิดว่า นอกจากเหลียงหยวนฉู่กับฟ่งอี้เฉินแล้ว ที่เหลือก็มากันให้ครบเถิด” เหลียงตี้เผยเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มองไปยังเหลียงหยวนฉู่ซึ่งนั่งอยู่ด้านบนทางซ้าย “เจ้าสุขภาพไม่ดีมาแต่ไหนแต่ไร ส่วนเจาซวิ้นเฉินหลังแท้งบุตรก็ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ พวกเจ้าคัดลอกพระคัมภีร์ถวายชายาองค์รัชทายาทอยู่ในตำหนักของตนก็พอแล้ว”
“ขอบคุณเหลียงตี้ที่เป็นห่วง หลังผ่านพ้นฤดูหนาวมา หม่อมฉันก็ดีขึ้นมากแล้ว ชายาองค์รัชทายาททรงประชวร ไม่ว่าอย่างไรหม่อมฉันก็ควรไปเฝ้าปรนบาป” เหลียงหยวนฉู่มีใบหน้าแดงระเรื่อ ดูแล้วสุขภาพดีจริง ๆ
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ให้คนสองถึงสามคนสลับกันไปเฝ้าปรนบาปที่ตำหนักจัวหัวทุกสามวัน” เหลียงตี้เผยเงยหน้าขึ้น มองทุกคนเบื้องล่าง “สามวันแรกให้ข้ากับเจาซวิ้นเจียงไปก่อน ต่อด้วยเหลียงตี้ฉีกับเจาซวิ้นไป๋ จากนั้นเป็นเหลียงหยวนฉู่กับเฉิงฮุยกู้ สุดท้ายคือเจาซวิ้นอู่กับฟ่งอี้เจ้า มีผู้ใดคัดค้านหรือไม่”
กู้ชิงเจาเผลอมองไปทางเหลียงหยวนฉู่
บังเอิญเห็นนางมีสีหน้าตื่นตะลึงพอดี
คงรู้ตัวว่าตนเสียกิริยา นางจึงรีบส่งยิ้มให้กู้ชิงเจา
ในใจกู้ชิงเจาพลันเกิดความรู้สึกแปลกประหลาด ทว่าสีหน้ากลับไม่เผยพิรุธ นางยิ้มตอบบาง ๆ ก่อนจะแสร้งเบือนสายตาไปทางอื่น
“ข้ามีข้อคัดค้าน” ผู้ที่กล้าโต้แย้งเหลียงตี้เผยอย่างเปิดเผยก็มีเพียงฉีเมี้ยว “ข้ากับเฉิงฮุยกู้คุ้นเคยกันดี ไม่ชอบอยู่ร่วมกับผู้อื่น”
ฉีเมี้ยวไม่ไว้หน้าเช่นนี้ คำว่า “ผู้อื่น” ทำให้สีหน้าเจาซวิ้นไป๋แข็งค้าง จนวางตัวไม่ถูก
“บังเอิญว่าหม่อมฉันต้องอยู่กับน้องกู้อยู่แล้ว หากเหลียงตี้ฉีอยากเปลี่ยน หม่อมฉันยินดีไปกับเจาซวิ้นไป๋” เหลียงหยวนฉู่เอ่ยเสียงอ่อนโยน ช่วยประสานรอยร้าว
